
เป็นที่รู้กันดีว่าโดยทางประวัติศาสตร์ อังกฤษกับอเมริกามีรากฐานที่มาอันเดียวกัน เพียงแต่มีมหาสมุทรแอตแลนติคคั่นผู้ที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานใหม่เอาไว้เท่านั้น แต่ว่ากันว่าคนอังกฤษกับคนอเมริกันนั้นพูดกันคนละภาษา เรื่องนี้เห็นจะเป็นความจริงเพราะมีตัวอย่างการสนทนาที่ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง
เพื่อนชาวอเมริกันคนหนึ่งไปเยี่ยมบ้านชาวอังกฤษ และได้รับคำถามว่า ชีวิตการปฏิบัติธรรมในวัดเป็นอย่างไรบ้าง พอตอบคำถามแบบคนอเมริกันทั่วไปว่าดีมาก ๆ และรู้สึกว่าดีขึ้นเรื่อย ๆ ก็รู้สึกได้ว่าปฏิกิริยาของคนฟังดูแปลกไป ไม่มีการตอบรับด้วยดีอย่างที่ควรจะเป็น
ที่เป็นอย่างนั้น เพราะคำตอบดังกล่าวผิดไปจากแบบแผนวิธีคิดแบบคนอังกฤษนั่นเอง
คนอังกฤษโดยส่วนใหญ่นั้นขึ้นชื่อว่าค่อนข้างไว้เนื้อไว้ตัว ไม่ใคร่จะเปิดเผยหรือแสดงความรู้สึกอย่างชัดเจนนัก เวลาพูดถึงตัวเองก็นิยมพูดถึงแง่ลบมากกว่าจะแสดงออกถึงข้อดีในตัวเอง ดังตัวอย่างว่า หากมีคนชมสวนหน้าบ้านของคนอังกฤษสักคนหนึ่งว่าสวยเหลือเกิน คำตอบที่ได้รับก็จะออกมาในทำนองว่า ยังไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ปีที่แล้วสวยกว่านี้ หรือไม่ก็สู้สวนของเพื่อนบ้านยังไม่ได้หรอก โดยแท้ที่จริงแล้วผู้พูดอาจจะแสนภาคภูมิใจในสวนของตนที่ได้ลงแรงทำแทบเป็นแทบตายก็ได้ เรื่องเช่นนี้ต่างจากคนอเมริกันที่ไม่ลังเลที่จะตอบรับความชื่นชมจากคนอื่น และรีบตกปากรับคำด้วยความขอบคุณ (รวมทั้งอาจจะขยายความชื่นชมนั้นให้เพิ่มขึ้นได้อีกมาก อันนี้คนอังกฤษเขาว่าให้ฟัง)
จะเป็นด้วยเหตุนี้หรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ที่คนอังกฤษซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องการจัดสวนแต่กลับนิยม “ซ่อน”สวนของตนไว้หลังพุ่มไม้หนาทึบ ในขณะที่คนอเมริกันมักจะทำรั้วเตี้ย ๆ เพื่อ “อวด” สวนหน้าบ้านของตนเอง
ด้วยตรรกะทางวัฒนธรรมเช่นนี้เอง คำตอบของเพื่อนชาวอเมริกันที่พูดถึงตัวเองในแง่บวก จึงค่อนข้างขัดหูของผู้ฟังที่คาดว่าจะได้รับคำตอบที่พูดถึงอุปสรรคและความยากลำบากตามแบบฉบับของชาวอังกฤษ และทำให้รู้สึกไปว่าคนตอบนั้นเป็นคน “ขี้โอ่” ซึ่งไม่เป็นที่ชื่นชมในวัฒนธรรมอังกฤษเอาเสียเลย
อย่างไรก็ตาม เมื่อฟังเรื่องนี้แล้วจะด่วนสรุปว่าคนอังกฤษเป็นคนถ่อมเนื้อถ่อมตัวก็เห็นจะพูดได้ยาก เพราะโดยเนื้อแท้แล้วคนอังกฤษส่วนใหญ่ยังภาคภูมิใจ (และเย่อหยิ่ง) ในความยิ่งใหญ่ของดินแดนที่เคย “พระอาทิตย์ไม่ตกดิน” มาก่อน ความเป็นอังกฤษจึงถือกันว่าอยู่เหนือวัฒนธรรมอื่น ๆ แต่เป็นความนิยมทางสังคมมากกว่าที่ไม่ชอบการพูดโอ่ในที่สาธารณะ และทำให้พลอยไม่ชอบคนที่ทำอย่างนั้นไปด้วย
ลักษณะดังกล่าวนี้ตรงข้ามกับคนอเมริกันซึ่งชอบความตรงไปตรงมา และมักจะแสดงออกถึงความรู้สึกส่วนตัวอย่างชัดเจนมากกว่า ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงขนบธรรมเนียมให้มากความเพราะคิดและเชื่อในหลักสิทธิและเสรีภาพ แต่คนอังกฤษมักจะมองว่าพฤติกรรมแบบนี้ค่อนข้างหยาบและไม่มีวัฒนธรรม ดังนั้น เวลาที่มีใครทำอะไรโฉ่งฉ่างและอวดร่ำอวดรวย คนอังกฤษจึงมักจะนินทากันลับหลังว่าคนนั้นทำตัวเหมือน “พวกอเมริกัน”
เมื่อราว ๆ สามสิบกว่าปีที่แล้ว สมัยที่ตั้งวัดใหม่ ๆ มีเพื่อนบ้านชาวอังกฤษสองสามรายที่ยังไม่เข้าใจวิถีชีวิตของพระป่า จึงตั้งป้อมโจมตีและคอยสอดส่องดูว่าจะมีอะไรให้ร้องเรียนได้บ้าง วันหนึ่งสุภาพสตรีชาวอังกฤษซึ่งเป็นหนึ่งในเพื่อนบ้านที่ว่านี้ก็พาเพื่อนมาเดินดูวัด พอเห็นพระฝรั่งทำอะไรสักอย่างหนึ่งก็พูดในเชิงตำหนิติเตียนแล้วก็เลยพร่ำเสียยาว พระฝรั่งรูปนั้น (ซึ่งแน่นอนว่าคงยังไม่ใช่พระอรหันต์) ก็เลยสวนเข้าให้หลายประโยคและไล่ตะเพิดกลับ ว่ากันว่าสุภาพสตรีท่านนั้นลากแขนเพื่อนกลับไปด้วยใบหน้าเขียวคล้ำ (ซึ่งแน่นอนอีกเช่นกันว่าคงไม่ใช่ด้วยความประทับใจเป็นแน่)
นับแต่นั้นมา ความสัมพันธ์ก็ยิ่งจะเลวร้ายลง เพราะเพื่อนบ้านกลุ่มที่ว่านี้ถือเอาความหยาบคายนั้นเป็นประเด็นหลักในการโจมตี และโดยกฎของทางการที่รับผิดชอบบริเวณเขตที่ตั้งวัดระบุไว้ว่า การสร้างวัดหรือการจะก่อสร้างอะไรภายในเขตวัดจะต้องได้รับฉันทานุมัติจากเพื่อนบ้านทุกราย (ขอย้ำให้ชัดอีกทีว่าทุกหลังคาบ้านในบริเวณนี้ทั้งหมด) ความขัดแย้งนี้จึงควรได้รับการไกล่เกลี่ยโดยเร็ว
หลังจากความพยายามที่ไม่ประสบผลสำเร็จหลายครั้ง พระอาจารย์สุเมโธซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้น ได้ขอร้องให้นายทหารนอกราชการซึ่งเป็นเพื่อนบ้านอีกคนหนึ่งช่วยเป็นคนไกล่เกลี่ย นายทหารท่านนั้นเข้าใจวิถีชิวิตพระพอสมควรและเข้าใจว่าคนอังกฤษมักจะคิดเห็นอย่างไร
พิธีไกล่เกลี่ยในวันนั้นจัดขึ้นที่บ้านของนายทหารท่านนั้น โดยเชิญคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมา “ดื่มน้ำชา” ร่วมกัน การเจรจาทำท่าว่าจะไม่เป็นไปด้วยดี เมื่อสุภาพสตรีท่านนั้นยืนยันว่าไม่ยอมยกโทษให้กับความหยาบคายทางวาจาที่เธอได้รับ แต่แล้วท่าทีของเธอก็เปลี่ยนไปเมื่อนายทหารท่านนั้นพูดสั้น ๆ ว่า “คุณก็น่าจะรู้นี่นาว่าพวกเขาเป็นคนอเมริกัน”
ความขัดแย้งดังกล่าวยุติลงด้วยดี เมื่อคนอังกฤษมีช่องที่จะให้อภัยและไม่ถือสาหาความ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้า “คนอเมริกัน” ได้อ่านเรื่องนี้เข้าจะชอบใจหรือเปล่า

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องของพระเซนรูปหนึ่ง ท่านมีชื่อเป็นที่รู้จักกันในบรรดาลูกศิษย์ลูกหาว่า มาสเตอร์ซูยุ่น คำว่ามาสเตอร์เป็นคำเรียกขานครูบาอาจารย์ทางพุทธนิกายเซน หมายถึงการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของลูกศิษย์ หากจะเทียบกับวัฒนธรรมไทยก็คงจะใกล้เคียงกับคำว่า พระอาจารย์ หลวงพ่อ หรือหลวงปู่ที่เรียกขานกันด้วยความเคารพรัก