The Countryside of Chithurst

Reflections of Buddhist monastic life in England

ประวัติเอกสารสำหรับ มิถุนายน, 2006

คิดกันคนละฝั่ง

แสดงความเห็นโดย phrajew บน มิถุนายน 29, 2006

เป็นที่รู้กันดีว่าโดยทางประวัติศาสตร์ อังกฤษกับอเมริกามีรากฐานที่มาอันเดียวกัน เพียงแต่มีมหาสมุทรแอตแลนติคคั่นผู้ที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานใหม่เอาไว้เท่านั้น  แต่ว่ากันว่าคนอังกฤษกับคนอเมริกันนั้นพูดกันคนละภาษา  เรื่องนี้เห็นจะเป็นความจริงเพราะมีตัวอย่างการสนทนาที่ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง 

 

เพื่อนชาวอเมริกันคนหนึ่งไปเยี่ยมบ้านชาวอังกฤษ และได้รับคำถามว่า ชีวิตการปฏิบัติธรรมในวัดเป็นอย่างไรบ้าง  พอตอบคำถามแบบคนอเมริกันทั่วไปว่าดีมาก ๆ  และรู้สึกว่าดีขึ้นเรื่อย ๆ  ก็รู้สึกได้ว่าปฏิกิริยาของคนฟังดูแปลกไป  ไม่มีการตอบรับด้วยดีอย่างที่ควรจะเป็น

 

ที่เป็นอย่างนั้น  เพราะคำตอบดังกล่าวผิดไปจากแบบแผนวิธีคิดแบบคนอังกฤษนั่นเอง 

คนอังกฤษโดยส่วนใหญ่นั้นขึ้นชื่อว่าค่อนข้างไว้เนื้อไว้ตัว  ไม่ใคร่จะเปิดเผยหรือแสดงความรู้สึกอย่างชัดเจนนัก  เวลาพูดถึงตัวเองก็นิยมพูดถึงแง่ลบมากกว่าจะแสดงออกถึงข้อดีในตัวเอง  ดังตัวอย่างว่า  หากมีคนชมสวนหน้าบ้านของคนอังกฤษสักคนหนึ่งว่าสวยเหลือเกิน  คำตอบที่ได้รับก็จะออกมาในทำนองว่า ยังไม่ค่อยสวยเท่าไหร่  ปีที่แล้วสวยกว่านี้  หรือไม่ก็สู้สวนของเพื่อนบ้านยังไม่ได้หรอก  โดยแท้ที่จริงแล้วผู้พูดอาจจะแสนภาคภูมิใจในสวนของตนที่ได้ลงแรงทำแทบเป็นแทบตายก็ได้  เรื่องเช่นนี้ต่างจากคนอเมริกันที่ไม่ลังเลที่จะตอบรับความชื่นชมจากคนอื่น และรีบตกปากรับคำด้วยความขอบคุณ  (รวมทั้งอาจจะขยายความชื่นชมนั้นให้เพิ่มขึ้นได้อีกมาก อันนี้คนอังกฤษเขาว่าให้ฟัง) 

จะเป็นด้วยเหตุนี้หรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ที่คนอังกฤษซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องการจัดสวนแต่กลับนิยม ซ่อนสวนของตนไว้หลังพุ่มไม้หนาทึบ  ในขณะที่คนอเมริกันมักจะทำรั้วเตี้ย ๆ เพื่อ อวด สวนหน้าบ้านของตนเอง

 

ด้วยตรรกะทางวัฒนธรรมเช่นนี้เอง  คำตอบของเพื่อนชาวอเมริกันที่พูดถึงตัวเองในแง่บวก  จึงค่อนข้างขัดหูของผู้ฟังที่คาดว่าจะได้รับคำตอบที่พูดถึงอุปสรรคและความยากลำบากตามแบบฉบับของชาวอังกฤษ  และทำให้รู้สึกไปว่าคนตอบนั้นเป็นคนขี้โอ่ซึ่งไม่เป็นที่ชื่นชมในวัฒนธรรมอังกฤษเอาเสียเลย 

อย่างไรก็ตาม เมื่อฟังเรื่องนี้แล้วจะด่วนสรุปว่าคนอังกฤษเป็นคนถ่อมเนื้อถ่อมตัวก็เห็นจะพูดได้ยาก  เพราะโดยเนื้อแท้แล้วคนอังกฤษส่วนใหญ่ยังภาคภูมิใจ (และเย่อหยิ่ง) ในความยิ่งใหญ่ของดินแดนที่เคย พระอาทิตย์ไม่ตกดิน มาก่อน ความเป็นอังกฤษจึงถือกันว่าอยู่เหนือวัฒนธรรมอื่น ๆ แต่เป็นความนิยมทางสังคมมากกว่าที่ไม่ชอบการพูดโอ่ในที่สาธารณะ  และทำให้พลอยไม่ชอบคนที่ทำอย่างนั้นไปด้วย

 

ลักษณะดังกล่าวนี้ตรงข้ามกับคนอเมริกันซึ่งชอบความตรงไปตรงมา และมักจะแสดงออกถึงความรู้สึกส่วนตัวอย่างชัดเจนมากกว่า  ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงขนบธรรมเนียมให้มากความเพราะคิดและเชื่อในหลักสิทธิและเสรีภาพ  แต่คนอังกฤษมักจะมองว่าพฤติกรรมแบบนี้ค่อนข้างหยาบและไม่มีวัฒนธรรม ดังนั้น เวลาที่มีใครทำอะไรโฉ่งฉ่างและอวดร่ำอวดรวย  คนอังกฤษจึงมักจะนินทากันลับหลังว่าคนนั้นทำตัวเหมือน พวกอเมริกัน   

เมื่อราว ๆ สามสิบกว่าปีที่แล้ว  สมัยที่ตั้งวัดใหม่ ๆ มีเพื่อนบ้านชาวอังกฤษสองสามรายที่ยังไม่เข้าใจวิถีชีวิตของพระป่า  จึงตั้งป้อมโจมตีและคอยสอดส่องดูว่าจะมีอะไรให้ร้องเรียนได้บ้าง  วันหนึ่งสุภาพสตรีชาวอังกฤษซึ่งเป็นหนึ่งในเพื่อนบ้านที่ว่านี้ก็พาเพื่อนมาเดินดูวัด  พอเห็นพระฝรั่งทำอะไรสักอย่างหนึ่งก็พูดในเชิงตำหนิติเตียนแล้วก็เลยพร่ำเสียยาว  พระฝรั่งรูปนั้น (ซึ่งแน่นอนว่าคงยังไม่ใช่พระอรหันต์) ก็เลยสวนเข้าให้หลายประโยคและไล่ตะเพิดกลับ  ว่ากันว่าสุภาพสตรีท่านนั้นลากแขนเพื่อนกลับไปด้วยใบหน้าเขียวคล้ำ (ซึ่งแน่นอนอีกเช่นกันว่าคงไม่ใช่ด้วยความประทับใจเป็นแน่)

 

นับแต่นั้นมา  ความสัมพันธ์ก็ยิ่งจะเลวร้ายลง  เพราะเพื่อนบ้านกลุ่มที่ว่านี้ถือเอาความหยาบคายนั้นเป็นประเด็นหลักในการโจมตี และโดยกฎของทางการที่รับผิดชอบบริเวณเขตที่ตั้งวัดระบุไว้ว่า  การสร้างวัดหรือการจะก่อสร้างอะไรภายในเขตวัดจะต้องได้รับฉันทานุมัติจากเพื่อนบ้านทุกราย (ขอย้ำให้ชัดอีกทีว่าทุกหลังคาบ้านในบริเวณนี้ทั้งหมด)  ความขัดแย้งนี้จึงควรได้รับการไกล่เกลี่ยโดยเร็ว

 

หลังจากความพยายามที่ไม่ประสบผลสำเร็จหลายครั้ง  พระอาจารย์สุเมโธซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้น  ได้ขอร้องให้นายทหารนอกราชการซึ่งเป็นเพื่อนบ้านอีกคนหนึ่งช่วยเป็นคนไกล่เกลี่ย  นายทหารท่านนั้นเข้าใจวิถีชิวิตพระพอสมควรและเข้าใจว่าคนอังกฤษมักจะคิดเห็นอย่างไร

 

พิธีไกล่เกลี่ยในวันนั้นจัดขึ้นที่บ้านของนายทหารท่านนั้น  โดยเชิญคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมา ดื่มน้ำชา ร่วมกัน  การเจรจาทำท่าว่าจะไม่เป็นไปด้วยดี  เมื่อสุภาพสตรีท่านนั้นยืนยันว่าไม่ยอมยกโทษให้กับความหยาบคายทางวาจาที่เธอได้รับ  แต่แล้วท่าทีของเธอก็เปลี่ยนไปเมื่อนายทหารท่านนั้นพูดสั้น ๆ ว่า  คุณก็น่าจะรู้นี่นาว่าพวกเขาเป็นคนอเมริกัน

 

ความขัดแย้งดังกล่าวยุติลงด้วยดี  เมื่อคนอังกฤษมีช่องที่จะให้อภัยและไม่ถือสาหาความ  แต่ไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้า คนอเมริกัน ได้อ่านเรื่องนี้เข้าจะชอบใจหรือเปล่า

 

 

เขียนแล้วใน Life in general | 1 ความคิดเห็น »

ที่ว่างสำหรับการไม่วางแผน

แสดงความเห็นโดย phrajew บน มิถุนายน 27, 2006

 

เมื่อหลายวันก่อน  ทุ่งหญ้าผืนใหญ่ข้างทางเดินยังเขียวขจีและหนาแน่นพอที่จะให้ไก่ฟ้าเข้าไปหลบซ่อนตัว  มาวันนี้กลายเป็นทุ่งโล่งสีเหลืองจาง ๆ   เพราะหญ้าถูกตัดจนชิดโคนและตากแดดให้แห้ง จากนั้นก็ถูกอัดให้เป็นแท่งสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่หุ้มพลาสติคสีดำอย่างมิดชิด  มองดูเผิน ๆ ราวกับประติมากรรมสมัยใหม่ที่มีการจัดวางแท่งสีดำเรียงรายไว้เต็มทุ่ง

 

ถัดมาอีกไม่กี่วันแท่งสีดำถูกนำมากองไว้ที่มุมรั้วเพื่อรอการขนส่งไปยังโรงเก็บหญ้าต่อไป  หญ้าที่เก็บเกี่ยวในช่วงฤดูนี้ถือเป็นหญ้าที่มีคุณภาพดีที่สุดเพราะเพิ่งเติบโตจากความชุ่มชื้นของฤดูใบไม้ผลิ  อีกทั้งยังมีแสงแดดหน้าร้อนช่วยแผดเผาให้หญ้าที่ตัดแล้วแห้งสนิทอีกด้วย  ช่วงเวลานี้จึงเป็นเวลาที่ชาวนาทั้งหลายเฝ้ารอ

อย่างไรก็ตาม  กว่าหญ้าที่เก็บเกี่ยวนี้จะถูกนำออกมาใช้ก็ต้องเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวในอีกห้าหกเดือนข้างหน้า  เพราะในยามหิมะตกนั้น  ทั้งคนและปศุสัตว์ต่างก็จะต้องอยู่ในโรงเรือนอันมิดชิด  ไม่อาจจะเดินสัญจรหาอาหารได้อย่างเสรีเหมือนในยามฤดูกาลอื่น ๆ   ชาวนาจึงจำเป็นต้องตระเตรียมอาหารเอาไว้ล่วงหน้า 

ชีวิตในเมืองหนาวหลีกเลี่ยงการวางแผนอย่างรอบคอบไม่ได้  เพราะหากผิดพลาดอาจหมายถึงความอดอยากของปศุสัตว์และคนในครอบครัว  ประสบการณ์และความยากลำเค็ญในยามหนาวเหน็บได้รับการสั่งสมผ่านกาลเวลาจนกระทั่งตกผลึกเป็นวิถีความคิดที่ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย  ไม่ว่าสภาพแวดล้อมทางสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม 

ในหนังสือชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่  ลอร่า อิงกัลส์ ไวล์เดอร์  เล่าถึงวันเวลาอันแสนยากแค้นในช่วงฤดูหนาวอันแสนนานว่า  ทุกคนในบ้านอดอยากหิวโหยและจำเป็นต้องเอาหญ้าแห้งมาฟั่นเพื่อใช้แทนฟืน โดยหญ้าท่อนใหม่ยังไม่ทันจะฟั่นเสร็จดี  หญ้าที่ฟั่นแล้วก็ไหม้ไปจนหมด  แต่หากไม่ทำดังที่ว่านี้ก็จะต้องผจญกับความหนาวเหน็บที่ยากจะทนไหว  ผลพวงจากความยากแค้นดังกล่าวทำให้พี่สาวของลอร่าล้มป่วยและสูญเสียสายตาไปในที่สุด

 

เหตุการณ์ที่ลอร่าบรรยายในหนังสือนั้นเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกายุคตั้งถิ่นฐานเมื่อราว ๆ ร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้เอง  ถ้าจะนับไปแล้วก็ไม่กี่ชั่วคน ประสบการณ์จากคนรุ่นปู่รุ่นทวดยังสามารถถ่ายโอนกันได้ไม่ยากนัก ดังนั้น  แม้ว่าสังคมตะวันตกในยุคปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีทันสมัยและมีทรัพยากรที่ดึงมาจากประเทศที่ด้อยพัฒนากว่ามากเพียงใด  สัญชาตญาณและความหวาดกลัวต่อความลำบากยากแค้นก็ยังคงอยู่และส่งอิทธิพลต่อความความคิดของผู้คนอยู่นั่นเอง

 

คนตะวันตกมีความสามารถที่โดดเด่นเรื่องการสะสมและการวางแผนจัดการ  ในขณะที่คนในสังคมเมืองร้อนดูจะไม่ให้ความสนใจกับทักษะดังกล่าวมากนัก  ลักษณะเช่นนี้มีที่มาจากภูมิหลังและสภาพแวดล้อมทางสังคมที่แตกต่างกัน  การจะตัดสินว่าอย่างไหนดีกว่ากันนั้นเห็นจะไม่ยุติธรรม  เพราะทักษะทั้งสองด้านต่างพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองกับความเป็นอยู่ที่ไม่เหมือนกัน  และต่างมีบทบาทหน้าที่ต่อการดำรงชีวิตในสังคมมากพอ ๆ กัน

 

ท่ามกลางอิทธิพลของโลกตะวันตกที่แผ่ขยายไปทุกหย่อมหญ้า  เรายังสามารถเห็นข้อดีของการรู้จักเก็บเกี่ยวหญ้าไว้สำหรับฤดูหนาว  แต่ขณะเดียวกัน  เราคงต้องมองให้เห็นข้อด้อยของวิธีคิดแบบจัดการ  ที่มีแนวโน้มให้เกิดการมองเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตนและการมองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นการแบ่งสันปันส่วนไปหมดด้วย

 

ชีวิตพึงต้องมีที่ว่างให้กับความยืดหยุ่น และการเสียสละ อันจะนำไปสู่การพัฒนาในส่วนที่พ้นไปจากความมั่งคั่งทางวัตถุด้วยเช่นกัน

เขียนแล้วใน Cutural reflections, Recollections | Leave a Comment »

เมตตาไม่มีประมาณ

แสดงความเห็นโดย phrajew บน มิถุนายน 25, 2006

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องของพระเซนรูปหนึ่ง ท่านมีชื่อเป็นที่รู้จักกันในบรรดาลูกศิษย์ลูกหาว่า มาสเตอร์ซูยุ่น คำว่ามาสเตอร์เป็นคำเรียกขานครูบาอาจารย์ทางพุทธนิกายเซน หมายถึงการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของลูกศิษย์ หากจะเทียบกับวัฒนธรรมไทยก็คงจะใกล้เคียงกับคำว่า พระอาจารย์ หลวงพ่อ หรือหลวงปู่ที่เรียกขานกันด้วยความเคารพรัก

 มาสเตอร์ซูยุ่นนั้นมีอายุยืนยาวมาก ท่านเกิดในราวปีค.ศ. 1840 (พ.ศ. 2383) ซึ่งกับช่วงสงครามฝิ่นในประเทศจีนพอดี ชีวิตของท่านได้ผ่านเหตุการณ์ผันผวนและความเปลี่ยนแปลงนานัปการ ในช่วงห้าแผ่นดินสุดท้ายของราชวงศ์แมนจู และได้เป็นประจักษ์พยานต่อการก่อร่างสร้างตัวของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน ก่อนที่ท่านจะมรณภาพลงในปีค.ศ. 1959 (พ.ศ. 2502 ) รวมอายุได้ทั้งหมด120 ปีพอดี

ในปีพ.ศ. 2494 กองทหารคอมมิวนิสต์ในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมได้เข้าไปยึดพระอารามเก่าแก่ที่มาสเตอร์ซูยุ่นได้ไปบูรณปฏิสังขรณ์ เพราะถือว่าท่านอยู่ในฝ่าย “ขนบ” ฝ่ายทหารได้จับตัวท่านขังไว้หลายวันโดยไม่มีทั้งอาหารและน้ำ ระหว่างการสอบสวนท่านถูกทุบตีอย่างไร้ความปราณี รายละเอียดของทารุณกรรมครั้งนี้มีลูกศิษย์ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าอย่างละเอียดในหนังสือรวบรวมชีวประวัติของท่าน แต่ดูโหดร้ายเกินกว่าจะนำมาเล่าในที่นี้ได้

ผลจากการทำร้ายนั้นทำให้กระดูกซี่โครงของท่านหักและเลือดไหลไม่หยุด ท่านถูกโยนทิ้งไว้โดยไม่มีใครไยดีและต้องล้มป่วยลงถึงขั้นปางตาย เราคงต้องไม่ลืมว่าในขณะนั้นท่านมีอายุ 112 ปีแล้ว คนที่อายุน้อยกว่าท่านก็ยังยากที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่โหดร้ายอย่างนี้ได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายลง ท่านก็ได้รับการรักษาพยาบาลโดยลูกศิษย์ลูกหาภายในวัด คนที่อยู่ใกล้ชิดสังเกตว่าแม้ท่านจะทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดมากมายเพียงใด ท่านก็ดูเหมือนจะพยายามรักษาชีวิตให้รอดอย่างถึงที่สุด ลูกศิษย์ที่ทนเห็นท่านได้รับความเจ็บปวดไม่ไหวก็ไปขอร้องท่านให้ยอมมรณภาพ ขออย่าได้เป็นห่วงเรื่องภาระที่ยังคั่งค้าง ไม่ว่าจะเป็นการบูรณะอารามหรือการจัดการเรื่องต่าง ๆ ภายในวัด ลูกศิษย์ทั้งหลายขอรับอาสาที่จะดูแลต่อไปเอง ถ้าท่านอาจารย์ไม่อาจจะทนทานได้ไหวแล้วก็ขอให้ท่านได้จากไปอย่างสงบเถิด

มาสเตอร์ซูยุ่นได้ฟังคำขอร้องของลูกศิษย์แล้วก็กล่าวขอบคุณ แต่บอกว่าท่านยังจากไปไม่ได้ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะว่ายังเป็นห่วงเรื่องภาระต่าง ๆ แต่ท่านเกรงว่าหากมรณภาพลงในตอนนี้ คนที่ทำร้ายท่านจะต้องได้รับกรรมหนักเพราะได้ทำร้ายพระสงฆ์จนถึงแก่มรณภาพ ถ้าท่านพยายามรักษาตัวเองให้มีชีวิตรอดไปอีกระยะหนึ่ง แล้วมรณภาพไปด้วยเหตุอื่น กรรมของคนเหล่านั้นก็จะบางเบาลง

ด้วยเหตุนี้ มาสเตอร์ซูยุ่นจึงฟื้นตัวจากการล้มป่วยอย่างหนัก และมีชีวิตยืนยาวต่อมาอีกแปดปี ก่อนที่จะล้มป่วยลงอีกครั้งและมรณภาพโดยอาการสงบในช่วงบ่ายของวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2502

ขออนุญาตคัดคำกล่าวในวาระสุดท้ายของมาสเตอร์ซูยุ่น ที่มีต่อพระอุปัฏฐากในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนการมรณภาพ มาให้อ่านดังนี้

“You have been with me for years and I have been deeply moved by your hardship and suffering. It is useless to speak of past events but in the last ten years I have drunk from the cup of bitterness and have been shocked by distrust and peril.

I have endured slander and injustice so that the holy sites in this country can be maintained, the best tradition and rules of pure living can be preserved and the Sangha robe kept intact.

I have risked my life to fight for this Sangha robe! You are my close disciples and know all that has happened. Later on if you stay in thatched huts or go to other monasteries, you should always keep this Sangha robe as a symbol of our faith, but how to preserve it? The answer is in the word ‘sila’.”

คนที่อ่านเรื่องนี้แล้วเกิดความรู้สึกตื้นตัน พึงได้รับคำอนุญาตให้น้ำตาไหลได้

หมายเหตุ ชีวประวัติของมาสเตอร์ซูยุ่นหาอ่านได้จาก “Empty Cloud: The Autobiography of The Chinese Zen Master Xu Yun”  or  visit this website:

http://www.dabase.net/empcloud.htm

เขียนแล้วใน Stories | Leave a Comment »