The First Letter
แสดงความเห็นโดย phrajew บน มิถุนายน 11, 2006

เรามาอยู่ที่วัดจิตวิเวกได้เกือบจะถึงหนึ่งเดือนแล้ว เวลาผ่านไปรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ในช่วงแรกที่มาถึง ถือว่าแทบจะไม่ต้องปรับตัวให้เข้ากับชุมชนที่นี่เลย เพราะด้วยความที่เป็นสายปฏิบัติแบบหลวงพ่อชาเหมือนกัน ทำให้มีส่วนที่เหมือนมากกว่าส่วนที่แตกต่างอย่างที่พระอาจารย์ชยสาโรบอกไว้จริง ๆ
อาจจะมีช่วงแรก ๆ ที่อากาศค่อนข้างจะเย็นสักหน่อย ฝนตกเกือบตลอดวัน แต่ช่วงนี้อากาศอุ่นขึ้นมาก (อาจจะร้อนในความรู้สึกของคนที่นี่ แต่คนไทยส่วนใหญ่คิดว่าสบาย ๆ ) หลายคนที่นี่ออกจะประหลาดใจที่เราปรับตัวเข้ากับสถานที่ได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ (เกินเหตุ) เพราะเคยมีพระไทยมาอยู่และประสบปัญหาในการปรับตัวหลายอย่าง เราเองก็รู้สึกตัวเองว่าเหมือนปลาที่ถูกปล่อยลงในสระที่คุ้นเคย ไม่รู้สึกแปลกที่แปลกทางสักเท่าไหร่
ชุมชนที่นี่น่ารักและตั้งใจปฏิบัติกันดีมาก เราประทับใจคณะแม่ชีศีลธาราเป็นพิเศษ เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้อยู่ร่วมกันเป็นชุมชนกับแม่ชีและอนาคาริกาที่สงบเรียบร้อยและมีอัธยาศัยเป็นกันเองอย่างนี้ ที่ผ่านมาเคยอยู่ร่วมกันแต่เฉพาะพระและอยู่ร่วมกันสูงสุดไม่เคยเกินสิบรูป
ข้อเด่นของจิตวิเวกในความเห็นของเราคือการที่ทุกคนตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง แต่บรรยากาศไม่เคร่งเครียด ทุกคนดูจะยิ้มแย้มแจ่มใสและร่าเริง ถ้าเป็นชุมชนสงฆ์บ้านเรานั้น ส่วนใหญ่จะสุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าเป็นกันเองมาก ก็ดูจะเฮฮาและไม่ค่อยได้ปฏิบัติมากนัก แต่ถ้าตั้งใจปฏิบัติมาก ๆ บรรยากาศก็ค่อนข้างจะเคร่งเครียดสักหน่อย เราเองได้ผ่านมาแล้วหลายรูปแบบจึงไม่ค่อยมีปัญหากับแบบใดแบบหนึ่ง แต่ก็รู้สึกประทับใจในวิธีการจัดระบบความสัมพันธ์ของคณะสงฆ์ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างพระกับโยม ผู้หญิงกับผู้ชาย
ถึงแม้จะรู้ว่าลึก ๆ แล้วก็คงมีปัญหาและอุปสรรคที่ต้องปรับต้องแก้กันอยู่เรื่อย ๆ แต่เท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เราก็คิดว่าดีมากแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะให้หลีกเลี่ยงปัญหาและอุปสรรคไปทั้งหมดทุกประการเห็นจะหาไม่ได้ มันอยู่ที่มุมมองและท่าทีของเราต่อสิ่งรอบข้างนั้นต่างหาก
เราเข้าใจว่า พระไทยส่วนใหญ่ที่ได้รับการฝึกฝนอบรมตามธรรมเนียมวัดป่าแต่ดั้งเดิมนั้น คงประสบปัญหาทางวัฒนธรรมในการมาอยู่ที่นี่ไม่น้อยทีเดียว
เคยมีพระบางรูปที่อยู่ไม่ได้ ต้องย้ายไปที่อื่น ทั้งนี้เพราะธรรมเนียมหลายอย่างต้องปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมและความคิดแบบตะวันตก เช่น การรับไหว้แม่ชีและโยม ความเท่าเทียมกันระหว่างพระกับแม่ชี และการรับประเคนสิ่งของจากโยมผู้หญิงโดยไม่ใช้ผ้า (เรื่องใหญ่สำหรับพระไทย แต่ถ้าใช้ผ้าก็เป็นเรื่องใหญ่ของผู้หญิงตะวันตกเหมือนกัน) เป็นต้น
เราเองรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตมากนัก แม่ชีหลายท่านที่ได้พบมีประสบการณ์ในการปฏิบัติและมีความสามารถการสอนธรรมะดีมาก เราก็ควรแสดงความชื่นชมและนับถือ และถ้าธรรมเนียมปฏิบัตินั้นไม่ขัดกับหลักพระธรรมวินัยอย่างเห็นได้ชัด เราก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายที่จะคล้อยตาม (แน่นอนว่าคงจะมีพระไทยหลายท่านที่พร้อมจะโต้แย้งว่าลักษณะดังกล่าวขัดกับพระวินัยตามตัวบทอักษรอย่างไร)
การมาอยู่ที่นี่ช่วยให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นถึงวัตถุประสงค์ที่พระอาจารย์ชยสาโรและคุณหญิงจำนงศรีสนับสนุนให้เราได้มาเรียนรู้ที่อังกฤษ เพราะเราเข้าใจเกี่ยวกับการสื่อสารธรรมะกับคนที่มีวิธีคิดแบบตะวันตกมากขึ้นกว่าที่เคยได้อ่านหรือได้ยินได้ฟังมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่ติดตามพระอาจารย์และเพื่อนพระออกไปรับนิมนต์นอกวัดและไปเข้าร่วมกลุ่มสนทนาและปฏิบัติธรรมที่บ้านโยม เราเห็นได้ชัดเจนว่าจะให้เหมือนกับวัฒนธรรมชาวพุทธไทยนั้นไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างมีพื้นฐานความคิดไม่เหมือนกัน
คนตะวันตกส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยศรัทธาและไม่ได้รู้จักพุทธศาสนามาตั้งแต่เกิด เขาจึงมีคำถามมากและวัฒนธรรมตะวันตกก็ส่งเสริมให้คนกล้าถามกล้าโต้แย้ง การแสดงความเคารพบางอย่างที่เราทำต่อพระสงฆ์จนเคยชินเป็นนิสัย จะบังคับให้เขาทำตามโดยไม่อธิบายนั้นคงไม่ได้ ดังนั้น ลักษณะบางประการเช่น การที่โยมนั่งสูงกว่าพระจึงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร และหากพระเราไม่เข้าพื้นฐานความคิดที่แตกต่างอย่างนี้แล้ว คงจะทำให้สื่อสารกันได้ยากพอสมควร
ลักษณะเช่นนี้ทำให้เราพอเข้าใจถึงความล้มเหลวทางการอธิบายธรรมะของพระธรรมทูตชาวไทยที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะเรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถทางภาษาเท่านั้น แต่อยู่ที่ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับผู้ที่เราจะสื่อสารด้วย (ซึ่งเราเองไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถเข้าใจได้มากถึงขนาดนั้น)
เราอาจจะโชคดีที่อ่านหนังสือมากและได้รับอิทธิพลทางตะวันตกหลายอย่าง ตลอดจนได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่หลากหลาย ทำให้เข้าใจและยอมรับความแตกต่างได้ไม่ยากนัก แม้ว่าบางอย่างจะอดสะดุ้งอยู่ในใจไม่ได้ก็ตาม (เช่น มีอยู่คราวหนึ่งที่ได้เห็นโยมผู้หญิงยกเท้าผ่านหน้าท่านอาจารย์ไปในระยะประชั้นชิด!)
เมื่อเป็นอย่างนี้ พุทธศาสนาแบบตะวันตกจึงมีลักษณะเฉพาะตัวหลายประการ และมีแนวโน้มที่จะเลือกเอาแต่ลักษณะที่ตนเองชอบจากธรรมเนียมชาวพุทธทั้งแบบธิเบต เซน และเถรวาท แนวโน้มเช่นนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเองซึ่งเราคงจะเห็นได้มากขึ้นจากการสังเกตการณ์ความเป็นไปในระยะเวลาที่ยาวกว่านี้ แต่เท่าที่เป็นอยู่ (และฟังจากที่คนพูด ๆ กัน) ดูเหมือนว่าจะมีคนให้ความสนใจกับพุทธฝ่ายเถรวาทมากขึ้น ฝ่ายธิเบตและเซนดูจะค่อย ๆ “จืด” ลงไป เพราะหลังจากที่คนเริ่มปฏิบัติธรรมมากขึ้น ก็เริ่มเห็นความสำคัญของการรักษาศีลและพระวินัยที่จะช่วยให้เกิดความก้าวหน้าในการปฏิบัติมากขึ้นด้วย
เวลาอ่านนิตยสารเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมซึ่งดูจะมีจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ เราจึงมักจะพบโฆษณาแปลก ๆ ที่น่าขัน เช่น อุปกรณ์ประกอบการนั่งสมาธิในลักษณะต่าง ๆ (Over 900 titles in stock for online ordering!) ธูป เสื่อ ระฆัง นาฬิกาจับเวลาในการนั่งสมาธิ เบาะรองนั่งที่จะลดความเจ็บปวดจากการนั่งสมาธิ ( a final answer to pain in meditation, Enjoy you sitting!: Two cushions in One) ไปจนกระทั่งการหาคู่ทางอินเตอร์เน็ตที่มีความสนใจทางธรรมะเหมือนกัน (Find someone who matches your dharma!) เป็นต้น
ทั้งนี้ไม่นับถึงหลักสูตรปฏิบัติธรรมต่าง ๆ (retreat) ซึ่งดูจะมีไปทั่วทุกหัวระแหงและมีให้เลือกตลอดทั้งปี (Comprehensive introduction to Zen practice, Discover Spiritual Tranquility in Northern New Mexico, Thich Nhat Hanh in North America, take refuge in the silence : Vipassana instruction by Jack Kornfield) ‘ตลาด’ของการปฏิบัติธรรมในตะวันตกจึงกว้างขวางกว่าที่ชาวพุทธในเมืองไทยจะคาดคิด
เวลาอยู่ที่นี่ก็คงหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบระหว่างเมืองไทยกับเมืองนอกไม่ได้
แต่เราก็ไม่ได้คิดที่จะเปรียบเทียบเพื่อพิสูจน์ว่าอะไรดีกว่าอะไร แต่พยายามจะทำความเข้าใจมากกว่าว่าลักษณะที่แตกต่างกันนั้นมีพื้นฐานที่มาอย่างไร และลักษณะเช่นใดที่ก่อให้เกิดผลดีต่อการปฏิบัติธรรม เพราะการจะตัดสินว่าอะไรดีไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลายอย่างและไม่มีจุดสิ้นสุดยุติ
การสนทนาแลกเปลี่ยนเพื่อความเข้าใจกับเพื่อนพระฝรั่งในแง่มุมนี้ดูจะเป็นประโยชน์มากกว่าอย่างอื่น พระฝรั่งบางรูปก็ตั้งใจจะมาเมืองไทยจึงสนใจว่ามีการปฏิบัติต่างกันอย่างไร
นอกจากเรื่องของการปฏิบัติธรรมและการสื่อสารธรรมะกับคนตะวันตกแล้ว เราชอบสถานที่ตั้งของวัดจิตวิเวกมาก
ทางเดินที่ลัดเลาะเข้าไปในป่าแฮมเมอร์วู้ดนั้นเหมือนกับเดินเข้าไปในภาพวาดไม่มีผิด แล้วในช่วงฤดูร้อนนี้กว่าจะมืดก็ราว ๆ สามทุ่มครึ่ง เราจึงมีเวลาเดินไปตามป่ามากกว่าปกติ
เราชอบเดินดูต้นไม้ ดอกไม้แปลก ๆ ที่ไม่เคยเห็น ดอกหญ้าตามป่าหรือตามทุ่งหญ้าในอังกฤษนี่ดูสวยจับใจ มีผ้าขาว (อนาคาริกะ) คนหนึ่งเห็นว่าเราสนใจต้นไม้ ก็เลยหาคู่มือจำแนกพรรณไม้ในอังกฤษมาให้อ่าน เป็นงานอดิเรกอีกอย่างที่ทำได้ไม่รู้เบื่อ (เห็นทีว่าจะสนุกกว่าการนั่งสมาธิก็เป็นได้)