
ภาพของพระภิกษุสองรูปยืนอยู่ข้างห้างสรรพสินค้าในเมืองเล็ก ๆ ดูจะสร้างความแปลกตาแปลกใจให้กับผู้ที่พบเห็นอยู่ไม่น้อย หลายคนบนรถที่แล่นผ่านชี้ชวนกันดู บางคนชะโงกหน้าออกมามอง บางคนยิ้มและหัวเราะขันกับภาพแปลกตา ส่วนคนที่เดินผ่านไปมาแม้จะไม่แสดงออกให้เห็นชัดว่าสนใจ แต่ก็เหลือบตามองอยู่ห่าง ๆ แทบทุกคนคงจะมีคำถามอยู่ในใจว่า “สองคนนี่มายืนทำอะไรกัน” แต่ด้วยความไว้เนื้อไว้ตัวตามวัฒนธรรมอังกฤษทำให้ไม่มีใครกล้าจะเอ่ยปากถามคนแปลกหน้าทั้งสองคนนั้น
ตั้งใจไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงว่าอยากจะเดินออกมาบิณฑบาตในเมือง แต่วันนี้เป็นวันแรกที่ตัดสินใจออกมา เพราะตลอดสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ข้อเท้ายังไม่เป็นปกติดีนัก แต่ถ้าหากจะรอให้ทุกอย่างสมบรูณ์พร้อม คงจะไม่ได้ทำอะไรเลยเป็นแน่ พระที่จะเดินไปด้วยกันแนะนำว่าขากลับสามารถนั่งรถเมล์ได้โดยใช้ตั๋วล่วงหน้า จึงคิดว่าน่าจะลองดู เพราะถ้าเดินไม่ไหวจริง ๆ ก็ยังมีรถเมล์เป็นทางเลือกอยู่อีกทางหนึ่ง
โดยปกติแล้วที่วัดจิตวิเวกมีการบิณฑบาตสองลักษณะด้วยกัน วิธีแรกเป็นการรับนิมนต์จากญาติโยมที่ต้องการให้พระหรือแม่ชีไปรับบิณฑบาตที่บ้าน ในแต่ละสัปดาห์มีโยมที่เป็นเจ้าประจำอยู่สามสี่รายที่ต้องสลับหมุนเวียนกันไป โดยมีพระรูปหนึ่งรับหน้าที่จัดเวรว่าใครจะต้องออกไปวันไหน การบิณฑบาตแบบนี้ออกจะเป็นลักษณะประยุกต์อยู่สักหน่อย เพราะในกรณีที่บ้านของโยมอยู่ไกลมาก เราจะออกเดินไปสักระยะหนึ่งราวครึ่งชั่วโมง แล้วโยมก็จะขับรถมารับ แต่หากไม่ไกลมาก เราก็จะเดินไปจนถึงบ้านโยมแล้วก็นั่งดื่มชาและสนทนากัน โดยมากแล้ว โยมจะตั้งคำถามที่เกี่ยวกับชีวิตพระหรือหลักคำสอนต่าง ๆ ที่น่าสนใจ หรือเป็นการคุยแลกเปลี่ยนในประเด็นต่าง ๆ เมื่อได้เวลาสมควร โยมก็จะใส่บาตรและขับรถมาส่งที่วัด
การบิณฑบาตแบบดังกล่าวนี้เป็นของใหม่ที่ดูจะพัฒนาขึ้นในคณะสงฆ์ทางตะวันตก เพราะแม้ว่าหลวงพ่อชาจะเป็นครูบาอาจารย์ท่านแรกที่มาประเดิมการบิณฑบาตในกรุงลอนดอนเมื่อราว ๆ ปีพ.ศ. 2520 แต่ก็เป็นการเดินบิณฑบาตตามแบบที่เห็นในสายวัดป่า หลวงพ่อชาบอกว่าเป็นการบิณฑบาตเอา “คน” ไม่ใช่เอา “อาหาร” เพราะเราไม่อาจคาดหวังได้ว่าจะมีคนใส่บาตรให้ทุกเช้าอย่างในเมืองไทย การบิณฑบาตแบบใหม่ที่ไปตามบ้านของโยมที่นิมนต์เป็นราย ๆ ไปจึงเป็นการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและวิธีคิดของคนตะวันตกที่ไม่ว่างพอที่จะใส่บาตรได้ทุกวัน และนิยมการสนทนาแลกเปลี่ยนกับพระมากกว่าคนไทยทั่วไปที่ “ไม่รู้จะคุยอะไรกับพระดี”
เท่าที่เคยไปบิณฑบาตแบบนี้อยู่สองสามครั้ง รู้สึกประทับใจกับการต้อนรับที่อบอุ่นเหมือนไปเยี่ยมบ้านเพื่อน และความสนใจเกี่ยวกับมุมมองทางพุทธศาสนา จำได้ว่าหัวข้อการสนทนามีหลากหลายตั้งแต่เรื่องชีวิตพระในเมืองไทย การศึกษาในเมืองอังกฤษ เรื่องเก่า ๆ ของวัด ปัญหาชีวิตประจำวัน ไปจนกระทั่งเรื่องฟุตบอลโลก (คนที่ชวนคุยเรื่องนี้เป็นหญิงชราวัยเกษียณที่นั่งเชียร์ทีมอังกฤษอยู่หน้าจอโทรทัศน์ในวันก่อนหน้านั้นพอดี)
ส่วนวิธีที่สองนั้นเรียกกันว่า “การบิณฑบาตโดยศรัทธา” ทั้งนี้เพราะพระมักจะเดินไปบิณฑบาตในตัวเมืองที่อยู่ใกล้ ๆ สองแห่ง คือ เมืองมิดเฮิร์ตส์ และเมืองปีเตอร์สฟิลด์ เมืองแรกใช้ระยะเวลาเดินราวชั่วโมงครึ่ง ส่วนอีกเมืองใช้เวลาเดินราวสองชั่วโมงกว่า ๆ การบิณฑบาตแบบนี้จะขึ้นอยู่กับศรัทธาของพระที่จะออกไปเป็นสำคัญ พูดอย่างนี้อาจจะฟังดูค่อนข้างแปลกเพราะน่าจะเป็นศรัทธาของญาติโยมที่จะมาใส่อาหารมากกว่าจะเป็นศรัทธาของพระ แต่เนื่องจากในเมืองอังกฤษนั้น คนที่รู้จักพระภิกษุมีน้อยมาก ถ้าจะรอให้มีโยมมาศรัทธาเห็นจะเป็นไปได้ยาก ฝ่ายพระที่ออกไปจึงต้องมีศรัทธาต่อการปฏิบัติของตนเองอย่างเข้มแข็งว่า ได้ทำอะไรที่สมควรแก่การได้รับการสนับสนุนจากผู้อื่น และหากไม่มีผู้ใส่อาหารให้จริง ๆ ก็จะยอมอดด้วยความเต็มใจ ศรัทธาเช่นนี้เป็นพลังที่ทำให้มีความกล้าที่จะทำในสิ่งที่คนหลายคนไม่กล้าทำ และกล้าที่จะเผชิญกับผลจากการกระทำของตนเอง
การบิณฑบาตแบบนี้มีลักษณะที่ต่างไปจากเมืองไทย เนื่องจากเมืองที่ไปไม่ใช่เมืองพุทธ ถ้าเดินไปเรื่อย ๆ แบบที่เคยทำก็คงไม่มีใครใส่บาตร เพราะคนที่พบเห็นไม่รู้ว่าพระมาทำอะไรกัน วิธีการที่เหมาะสมที่สุดคือการยืนอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง เป็นระยะเวลานานพอสมควรที่คนจะสังเกตเห็น แล้วคนที่สนใจก็จะเดินเข้ามาถาม จากนั้นก็จะเป็นโอกาสให้แนะนำตัวว่าเป็นใครและออกมาทำอะไร โดยอาจจะต้องอธิบายด้วยว่าเราไม่รับเงินและรับเฉพาะอาหารสำหรับฉันในวันนี้เท่านั้น ทั้งนี้เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจไปว่าเรามายืนเรี่ยไรเงินเพื่อการกุศลอะไรสักอย่าง

เช้าวันนี้เราเดินมาถึงเมืองมิดเฮิร์สต์ประมาณสิบโมงครึ่ง เร็วกว่าที่คาดไว้เพราะไม่เจ็บข้อเท้ามากนัก ความรู้สึกแรกก็คล้าย ๆ กับทุกครั้งที่เข้าเมือง คือ เหมือนเดินเข้าไปในหนังอะไรสักเรื่อง ทั้งนี้เพราะเรามักจะได้เห็นภาพบ้านเมืองอังกฤษจากในหนังมากกว่าอย่างอื่น เป็นความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ผู้คนหรือรถราที่แล่นผ่านไปมา
ระหว่างที่ยืนรอ เราก็มีโอกาสสังเกตชีวิตความเป็นไปของผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของ ได้พบว่ามีคนแก่ ๆ ที่เดินตามลำพังจำนวนไม่น้อยเลย บางคนก็ใช้รถเลื่อนและไม้เท้าเป็นเครื่องช่วย แม้ว่าจะค่อนข้างเดินกระย่องกระแย่งอยู่บ้าง แต่ก็ดูเหมือนว่าคุณตาคุณยายเหล่านั้นยังช่วยเหลือตัวเองได้ดี (หรืออาจจะเป็นเพราะไม่มีทางเลือกอื่นก็ได้) ความรู้สึกในใจในยามที่ได้เห็นภาพเหล่านี้คงไม่ต่างจากคนไทยทั่ว ๆ ไปที่อาจะตั้งคำถามว่าลูกหลานหายไปไหนกันหมด ทำไมปล่อยให้คุณตาคุณยายมาเดินข้างถนนเองอย่างนี้ คำถามอย่างนี้มาจากคนที่เกิดในวัฒนธรรมที่ลูกหลานมีพันธะในการดูแลพ่อแม่ยามชรา ต่างจากวัฒนธรรมตะวันตกที่เน้นความเป็นอยู่อย่างอิสระและพึ่งตนเองของปัจเจกบุคคล นึกอยู่ในใจว่าถ้าญาติโยมที่หมู่บ้านมาเห็นเข้าคงยากที่จะทำความเข้าใจได้
เรายืนกันอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนจะมีคนถือห่อขนมปังและถั่วกระป๋องหนึ่งมาใส่บาตร ถามพระที่ไปด้วยกันว่าเราควรจะขอบคุณด้วยไหม ได้รับคำตอบว่าคนอังกฤษไม่ได้เห็นว่านี่เป็นการทำบุญ และไม่ได้รู้สึกว่าการที่พระขอบคุณจะทำให้บุญลดน้อยลงไปอย่างที่เชื่อกันในเมืองไทย จึงเป็นอันว่าตกลงใจที่จะกล่าวขอบคุณและแสดงความชื่นชมต่อผู้ที่มาใส่บาตรด้วยความยินดี
ถัดมาไม่นานมีคนแก่ ๆ คนหนึ่งเอาขนมเวเฟอร์เคลือบช็อคโกแลตมาให้คนละห่อ แล้วเราก็ยืนรอกันต่อไปและคุยกันบ้างเล็กน้อย เพราะคิดว่าคนอังกฤษคงไม่ถือสาที่พระจะยืนคุยกันบ้างเวลาบิณฑบาต แต่เราก็พยายามที่จะไม่คุยกันอย่างออกรสชาติเพราะดูจะขัดกับธรรมเนียมมากไปหน่อย ระหว่างนั้นมีฝนโปรยลงมาจึงจำเป็นต้องงัดเอาร่มออกมากาง แต่พระที่มาด้วยกันก็แนะนำว่า ต้องทำไม่ให้ดูเหมือนกำลังยืนหลบฝนอยู่ โชคดีที่ฝนตกแค่พรำ ๆ และสักครู่ใหญ่ก็หยุดไป
ด้วยความที่อาจจะต้องยืนรออีกนาน พระสองรูปจึงชักชวนกันยืนทำสมาธิภาวนา เพราะถ้าขืนสอดส่ายสายตามากไปก็อาจจะพบเห็นสิ่งที่ทำให้ใจคอไม่สู้ดีนัก (แน่นอนว่าคงไม่ได้หมายถึงคนแก่ ๆ ที่เดินกระย่องกระแย่งผ่านไปเป็นแน่) ขณะที่ถกกันว่าระหว่างอสุภกรรมฐานกับการพิจารณากระดูกนั้น ใครจะถนัดวิธีไหนมากกว่ากัน โยมผู้หญิงคนหนึ่งก็พรวดเข้ามายืนตรงหน้าพระที่อยู่ข้าง ๆ แล้วเอ่ยปากถามว่า “คุณมายืนทำอะไรกันที่นี่” เราปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพระท่านนั้นจะอธิบาย และเมื่อเธอเข้าใจว่ามีอะไรที่สามารถใส่บาตรให้เราได้บ้างแล้ว เธอก็เดินเข้าห้างสรรพสินค้านั้นไป
เมื่อโยมผู้หญิงดังกล่าวกลับออกมาอีกที เราแทบจะไม่เชื่อสายตาเพราะเธอหิ้วของมาสองถุงเบ้อเริ่ม แม้ไม่ได้เปิดดูเราก็รู้ได้ทันทีว่าอาหารที่ซื้อมานั้นเกินจะพอสำหรับพระสองรูปแน่ ๆ เธอถามว่าเรามาจากไหน พอรู้แล้วก็บอกว่าเคยมาที่วัดครั้งหนึ่งและชอบที่วัดมาก เมื่อรู้ว่าจะมีเทศน์ที่วัดทุกเย็นวันเสาร์ เธอก็แสดงความสนใจที่จะมาฟังด้วย ท่าทางดีอกดีใจที่ได้ใส่บาตรในเช้าวันนี้
ต่อจากนั้นมีโยมอีกคนหนึ่งถือส้มมาใส่ให้คนละลูก รวมระยะเวลาที่ยืนรอทั้งหมดราวชั่วโมงกว่าและได้อาหารมาสองถุงใหญ่ เราตกลงกันได้ว่าอาหารมากพอแล้วจึงพากันเดินหาสถานที่ฉัน และไม่ไกลจากจุดเรายืนบิณฑบาตนัก เราพบว่ามีโบสถ์เก่า ๆ ตั้งอยู่และมีม้านั่งเล็ก ๆ ในศาลาข้างทางให้พออาศัยร่มได้ในยามฝนตก แต่เนื่องจากฝนตกไม่มากนัก เราจึงเดินต่อไปยังสวนสาธารณะที่อยู่ถัดออกไปอีก

วันนี้เรานั่งฉันกันบนสนามหญ้า โดยแบ่งอาหารที่ได้มาใส่ในบาตรเหมือนที่เคยทำทุก ๆ วัน เราสวดบทอนุโมทนาด้วยความรู้สึกซาบซึ้งและประทับใจในการให้ของคนที่ไม่ได้เป็นชาวพุทธทั้งสี่คน แม้ว่าจะไม่มีความเชื่อในเรื่องบุญ แต่ความสุขความพอใจจากการให้ก็เป็น “บุญ” ตามความหมายที่แท้จริงอยู่ในตัวแล้ว และน้ำใจที่จะช่วยเหลือเจือจานก็ดูจะเป็นเรื่องสากลสำหรับคนทุกวัฒนธรรม
เมื่อฉันเสร็จแล้ว เราพบว่ายังมีผักผลไม้และขนมปังเหลืออีกถุงใหญ่ จึงพากันขนกลับวัดด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ การบิณฑบาตโดยศรัทธานี้ดูจะหนุนความรู้สึกเชื่อมั่นที่มีต่อการปฏิบัติธรรมให้เพิ่มพูนขึ้นสมดังชื่อจริง ๆ เพราะพระป่านั้นเชื่อกันว่า ตราบใดที่เราปฏิบัติถูกต้องตามพระธรรมวินัย เราจะไม่ปราศจากผู้ที่สนับสนุนเกื้อกูลเลย ศรัทธาและความเชื่อเช่นนี้อาจจะดูเลื่อนลอยและดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในบางโอกาส แต่พระป่าแทบทุกรูปก็คงได้ประจักษ์ด้วยตนเองว่าความเชื่อนี้เป็นไปได้จริงอย่างไม่ต้องสงสัย
จะว่าไปแล้วการบิณฑบาตแบบนี้ก็ดูจะไม่ใช่ของใหม่เสียทีเดียวสำหรับคนในท้องถิ่นมิดเฮิร์สต์ เพราะนับแต่ที่ตั้งวัดมาก็มักจะมีพระออกมาบิณฑบาตกันอยู่เนือง ๆ แต่ด้วยความที่เราอาจจะวิตกไปล่วงหน้าว่าคนที่ไม่ใช่ชาวพุทธนั้นคงไม่รู้ธรรมเนียมเรื่องการใส่บาตร และเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจที่จะรับความผิดหวังไว้ล่วงหน้า ทำให้เราประเมินไปว่าอาจจะไม่มีคนใส่บาตรเลย แต่เท่าที่ถามพระด้วยกันดูแล้ว ไม่เคยมีสักครั้งที่ไม่ได้อาหารเลย เพียงแต่อาจจะมีได้มากได้น้อยต่างกันไปเท่านั้น และแม้กระทั่งยามที่พระเดินธุดงค์ในแถบชนบทของอังกฤษและต้องออกไปบิณฑบาตในเมืองที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน เราก็มักจะต้องประหลาดใจในความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนอังกฤษกันอยู่เสมอ
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า คนอังกฤษส่วนใหญ่ค่อนข้างไว้เนื้อไว้ตัว ไม่ค่อยยอมเอ่ยปากพูดกับคนแปลกหน้าง่าย ๆ จนทำให้มีคนเข้าใจไปว่าคนอังกฤษช่างแล้งน้ำใจกันเสียเหลือเกิน แต่เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้เห็นว่า คุณธรรมของมนุษย์นั้นมีพลังมากพอ ที่จะทำให้คนอังกฤษบางคนก้าวข้ามวัฒนธรรมของตนเองด้วยการออกปากถามว่า “คุณทั้งสองมายืนทำอะไรกัน” และคำถามเช่นนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการให้ที่เป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ของการสร้างคุณงามความดีต่อ ๆ ไป