The Countryside of Chithurst

Reflections of Buddhist monastic life in England

ประวัติเอกสารสำหรับ กรกฎาคม, 2006

Away!

แสดงความเห็นโดย phrajew บน กรกฎาคม 11, 2006

The vassa begins today and I will have to do the silent retreat for two weeks.

This means no e-mail, no computer, no contact with others.  I will not be able to post something here for a while. 

I hope to have a great time in my little hut (kuti) in the forest.

May I wish you all happiness and peaceful mind. Hope you have a good time during rainy season, too.

See you soon!

เขียนแล้วใน Life in general | Leave a Comment »

“สองคนนี่มายืนทำอะไรกัน”

แสดงความเห็นโดย phrajew บน กรกฎาคม 7, 2006

ภาพของพระภิกษุสองรูปยืนอยู่ข้างห้างสรรพสินค้าในเมืองเล็ก ๆ ดูจะสร้างความแปลกตาแปลกใจให้กับผู้ที่พบเห็นอยู่ไม่น้อย  หลายคนบนรถที่แล่นผ่านชี้ชวนกันดู  บางคนชะโงกหน้าออกมามอง  บางคนยิ้มและหัวเราะขันกับภาพแปลกตา  ส่วนคนที่เดินผ่านไปมาแม้จะไม่แสดงออกให้เห็นชัดว่าสนใจ  แต่ก็เหลือบตามองอยู่ห่าง ๆ  แทบทุกคนคงจะมีคำถามอยู่ในใจว่า สองคนนี่มายืนทำอะไรกัน   แต่ด้วยความไว้เนื้อไว้ตัวตามวัฒนธรรมอังกฤษทำให้ไม่มีใครกล้าจะเอ่ยปากถามคนแปลกหน้าทั้งสองคนนั้น

ตั้งใจไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงว่าอยากจะเดินออกมาบิณฑบาตในเมือง  แต่วันนี้เป็นวันแรกที่ตัดสินใจออกมา  เพราะตลอดสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ข้อเท้ายังไม่เป็นปกติดีนัก  แต่ถ้าหากจะรอให้ทุกอย่างสมบรูณ์พร้อม  คงจะไม่ได้ทำอะไรเลยเป็นแน่   พระที่จะเดินไปด้วยกันแนะนำว่าขากลับสามารถนั่งรถเมล์ได้โดยใช้ตั๋วล่วงหน้า  จึงคิดว่าน่าจะลองดู เพราะถ้าเดินไม่ไหวจริง ๆ ก็ยังมีรถเมล์เป็นทางเลือกอยู่อีกทางหนึ่ง 

 

โดยปกติแล้วที่วัดจิตวิเวกมีการบิณฑบาตสองลักษณะด้วยกัน  วิธีแรกเป็นการรับนิมนต์จากญาติโยมที่ต้องการให้พระหรือแม่ชีไปรับบิณฑบาตที่บ้าน  ในแต่ละสัปดาห์มีโยมที่เป็นเจ้าประจำอยู่สามสี่รายที่ต้องสลับหมุนเวียนกันไป  โดยมีพระรูปหนึ่งรับหน้าที่จัดเวรว่าใครจะต้องออกไปวันไหน  การบิณฑบาตแบบนี้ออกจะเป็นลักษณะประยุกต์อยู่สักหน่อย  เพราะในกรณีที่บ้านของโยมอยู่ไกลมาก  เราจะออกเดินไปสักระยะหนึ่งราวครึ่งชั่วโมง  แล้วโยมก็จะขับรถมารับ  แต่หากไม่ไกลมาก เราก็จะเดินไปจนถึงบ้านโยมแล้วก็นั่งดื่มชาและสนทนากัน  โดยมากแล้ว โยมจะตั้งคำถามที่เกี่ยวกับชีวิตพระหรือหลักคำสอนต่าง ๆ ที่น่าสนใจ  หรือเป็นการคุยแลกเปลี่ยนในประเด็นต่าง ๆ    เมื่อได้เวลาสมควร  โยมก็จะใส่บาตรและขับรถมาส่งที่วัด

การบิณฑบาตแบบดังกล่าวนี้เป็นของใหม่ที่ดูจะพัฒนาขึ้นในคณะสงฆ์ทางตะวันตก  เพราะแม้ว่าหลวงพ่อชาจะเป็นครูบาอาจารย์ท่านแรกที่มาประเดิมการบิณฑบาตในกรุงลอนดอนเมื่อราว ๆ ปีพ.ศ. 2520  แต่ก็เป็นการเดินบิณฑบาตตามแบบที่เห็นในสายวัดป่า  หลวงพ่อชาบอกว่าเป็นการบิณฑบาตเอา คน ไม่ใช่เอา อาหาร  เพราะเราไม่อาจคาดหวังได้ว่าจะมีคนใส่บาตรให้ทุกเช้าอย่างในเมืองไทย   การบิณฑบาตแบบใหม่ที่ไปตามบ้านของโยมที่นิมนต์เป็นราย ๆ ไปจึงเป็นการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและวิธีคิดของคนตะวันตกที่ไม่ว่างพอที่จะใส่บาตรได้ทุกวัน และนิยมการสนทนาแลกเปลี่ยนกับพระมากกว่าคนไทยทั่วไปที่ ไม่รู้จะคุยอะไรกับพระดี

เท่าที่เคยไปบิณฑบาตแบบนี้อยู่สองสามครั้ง  รู้สึกประทับใจกับการต้อนรับที่อบอุ่นเหมือนไปเยี่ยมบ้านเพื่อน และความสนใจเกี่ยวกับมุมมองทางพุทธศาสนา  จำได้ว่าหัวข้อการสนทนามีหลากหลายตั้งแต่เรื่องชีวิตพระในเมืองไทย  การศึกษาในเมืองอังกฤษ เรื่องเก่า ๆ ของวัด  ปัญหาชีวิตประจำวัน ไปจนกระทั่งเรื่องฟุตบอลโลก (คนที่ชวนคุยเรื่องนี้เป็นหญิงชราวัยเกษียณที่นั่งเชียร์ทีมอังกฤษอยู่หน้าจอโทรทัศน์ในวันก่อนหน้านั้นพอดี) 

ส่วนวิธีที่สองนั้นเรียกกันว่า การบิณฑบาตโดยศรัทธา ทั้งนี้เพราะพระมักจะเดินไปบิณฑบาตในตัวเมืองที่อยู่ใกล้ ๆ สองแห่ง  คือ เมืองมิดเฮิร์ตส์  และเมืองปีเตอร์สฟิลด์  เมืองแรกใช้ระยะเวลาเดินราวชั่วโมงครึ่ง ส่วนอีกเมืองใช้เวลาเดินราวสองชั่วโมงกว่า ๆ   การบิณฑบาตแบบนี้จะขึ้นอยู่กับศรัทธาของพระที่จะออกไปเป็นสำคัญ  พูดอย่างนี้อาจจะฟังดูค่อนข้างแปลกเพราะน่าจะเป็นศรัทธาของญาติโยมที่จะมาใส่อาหารมากกว่าจะเป็นศรัทธาของพระ  แต่เนื่องจากในเมืองอังกฤษนั้น  คนที่รู้จักพระภิกษุมีน้อยมาก  ถ้าจะรอให้มีโยมมาศรัทธาเห็นจะเป็นไปได้ยาก  ฝ่ายพระที่ออกไปจึงต้องมีศรัทธาต่อการปฏิบัติของตนเองอย่างเข้มแข็งว่า ได้ทำอะไรที่สมควรแก่การได้รับการสนับสนุนจากผู้อื่น  และหากไม่มีผู้ใส่อาหารให้จริง ๆ ก็จะยอมอดด้วยความเต็มใจ  ศรัทธาเช่นนี้เป็นพลังที่ทำให้มีความกล้าที่จะทำในสิ่งที่คนหลายคนไม่กล้าทำ  และกล้าที่จะเผชิญกับผลจากการกระทำของตนเอง 

 

การบิณฑบาตแบบนี้มีลักษณะที่ต่างไปจากเมืองไทย  เนื่องจากเมืองที่ไปไม่ใช่เมืองพุทธ  ถ้าเดินไปเรื่อย ๆ แบบที่เคยทำก็คงไม่มีใครใส่บาตร  เพราะคนที่พบเห็นไม่รู้ว่าพระมาทำอะไรกัน  วิธีการที่เหมาะสมที่สุดคือการยืนอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง เป็นระยะเวลานานพอสมควรที่คนจะสังเกตเห็น  แล้วคนที่สนใจก็จะเดินเข้ามาถาม  จากนั้นก็จะเป็นโอกาสให้แนะนำตัวว่าเป็นใครและออกมาทำอะไร  โดยอาจจะต้องอธิบายด้วยว่าเราไม่รับเงินและรับเฉพาะอาหารสำหรับฉันในวันนี้เท่านั้น  ทั้งนี้เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจไปว่าเรามายืนเรี่ยไรเงินเพื่อการกุศลอะไรสักอย่าง

เช้าวันนี้เราเดินมาถึงเมืองมิดเฮิร์สต์ประมาณสิบโมงครึ่ง  เร็วกว่าที่คาดไว้เพราะไม่เจ็บข้อเท้ามากนัก  ความรู้สึกแรกก็คล้าย ๆ กับทุกครั้งที่เข้าเมือง คือ เหมือนเดินเข้าไปในหนังอะไรสักเรื่อง  ทั้งนี้เพราะเรามักจะได้เห็นภาพบ้านเมืองอังกฤษจากในหนังมากกว่าอย่างอื่น  เป็นความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ผู้คนหรือรถราที่แล่นผ่านไปมา

ระหว่างที่ยืนรอ  เราก็มีโอกาสสังเกตชีวิตความเป็นไปของผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของ  ได้พบว่ามีคนแก่ ๆ ที่เดินตามลำพังจำนวนไม่น้อยเลย  บางคนก็ใช้รถเลื่อนและไม้เท้าเป็นเครื่องช่วย  แม้ว่าจะค่อนข้างเดินกระย่องกระแย่งอยู่บ้าง  แต่ก็ดูเหมือนว่าคุณตาคุณยายเหล่านั้นยังช่วยเหลือตัวเองได้ดี  (หรืออาจจะเป็นเพราะไม่มีทางเลือกอื่นก็ได้)  ความรู้สึกในใจในยามที่ได้เห็นภาพเหล่านี้คงไม่ต่างจากคนไทยทั่ว ๆ ไปที่อาจะตั้งคำถามว่าลูกหลานหายไปไหนกันหมด  ทำไมปล่อยให้คุณตาคุณยายมาเดินข้างถนนเองอย่างนี้  คำถามอย่างนี้มาจากคนที่เกิดในวัฒนธรรมที่ลูกหลานมีพันธะในการดูแลพ่อแม่ยามชรา  ต่างจากวัฒนธรรมตะวันตกที่เน้นความเป็นอยู่อย่างอิสระและพึ่งตนเองของปัจเจกบุคคล  นึกอยู่ในใจว่าถ้าญาติโยมที่หมู่บ้านมาเห็นเข้าคงยากที่จะทำความเข้าใจได้ 

เรายืนกันอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง  ก่อนจะมีคนถือห่อขนมปังและถั่วกระป๋องหนึ่งมาใส่บาตร  ถามพระที่ไปด้วยกันว่าเราควรจะขอบคุณด้วยไหม  ได้รับคำตอบว่าคนอังกฤษไม่ได้เห็นว่านี่เป็นการทำบุญ และไม่ได้รู้สึกว่าการที่พระขอบคุณจะทำให้บุญลดน้อยลงไปอย่างที่เชื่อกันในเมืองไทย  จึงเป็นอันว่าตกลงใจที่จะกล่าวขอบคุณและแสดงความชื่นชมต่อผู้ที่มาใส่บาตรด้วยความยินดี 

ถัดมาไม่นานมีคนแก่ ๆ คนหนึ่งเอาขนมเวเฟอร์เคลือบช็อคโกแลตมาให้คนละห่อ  แล้วเราก็ยืนรอกันต่อไปและคุยกันบ้างเล็กน้อย  เพราะคิดว่าคนอังกฤษคงไม่ถือสาที่พระจะยืนคุยกันบ้างเวลาบิณฑบาต  แต่เราก็พยายามที่จะไม่คุยกันอย่างออกรสชาติเพราะดูจะขัดกับธรรมเนียมมากไปหน่อย  ระหว่างนั้นมีฝนโปรยลงมาจึงจำเป็นต้องงัดเอาร่มออกมากาง  แต่พระที่มาด้วยกันก็แนะนำว่า ต้องทำไม่ให้ดูเหมือนกำลังยืนหลบฝนอยู่  โชคดีที่ฝนตกแค่พรำ ๆ และสักครู่ใหญ่ก็หยุดไป

ด้วยความที่อาจจะต้องยืนรออีกนาน  พระสองรูปจึงชักชวนกันยืนทำสมาธิภาวนา  เพราะถ้าขืนสอดส่ายสายตามากไปก็อาจจะพบเห็นสิ่งที่ทำให้ใจคอไม่สู้ดีนัก  (แน่นอนว่าคงไม่ได้หมายถึงคนแก่ ๆ ที่เดินกระย่องกระแย่งผ่านไปเป็นแน่)  ขณะที่ถกกันว่าระหว่างอสุภกรรมฐานกับการพิจารณากระดูกนั้น  ใครจะถนัดวิธีไหนมากกว่ากัน  โยมผู้หญิงคนหนึ่งก็พรวดเข้ามายืนตรงหน้าพระที่อยู่ข้าง ๆ  แล้วเอ่ยปากถามว่า คุณมายืนทำอะไรกันที่นี่  เราปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพระท่านนั้นจะอธิบาย    และเมื่อเธอเข้าใจว่ามีอะไรที่สามารถใส่บาตรให้เราได้บ้างแล้ว เธอก็เดินเข้าห้างสรรพสินค้านั้นไป

เมื่อโยมผู้หญิงดังกล่าวกลับออกมาอีกที  เราแทบจะไม่เชื่อสายตาเพราะเธอหิ้วของมาสองถุงเบ้อเริ่ม  แม้ไม่ได้เปิดดูเราก็รู้ได้ทันทีว่าอาหารที่ซื้อมานั้นเกินจะพอสำหรับพระสองรูปแน่ ๆ  เธอถามว่าเรามาจากไหน  พอรู้แล้วก็บอกว่าเคยมาที่วัดครั้งหนึ่งและชอบที่วัดมาก   เมื่อรู้ว่าจะมีเทศน์ที่วัดทุกเย็นวันเสาร์  เธอก็แสดงความสนใจที่จะมาฟังด้วย  ท่าทางดีอกดีใจที่ได้ใส่บาตรในเช้าวันนี้ 

ต่อจากนั้นมีโยมอีกคนหนึ่งถือส้มมาใส่ให้คนละลูก รวมระยะเวลาที่ยืนรอทั้งหมดราวชั่วโมงกว่าและได้อาหารมาสองถุงใหญ่  เราตกลงกันได้ว่าอาหารมากพอแล้วจึงพากันเดินหาสถานที่ฉัน  และไม่ไกลจากจุดเรายืนบิณฑบาตนัก  เราพบว่ามีโบสถ์เก่า ๆ ตั้งอยู่และมีม้านั่งเล็ก ๆ ในศาลาข้างทางให้พออาศัยร่มได้ในยามฝนตก  แต่เนื่องจากฝนตกไม่มากนัก  เราจึงเดินต่อไปยังสวนสาธารณะที่อยู่ถัดออกไปอีก 

วันนี้เรานั่งฉันกันบนสนามหญ้า โดยแบ่งอาหารที่ได้มาใส่ในบาตรเหมือนที่เคยทำทุก ๆ วัน เราสวดบทอนุโมทนาด้วยความรู้สึกซาบซึ้งและประทับใจในการให้ของคนที่ไม่ได้เป็นชาวพุทธทั้งสี่คน   แม้ว่าจะไม่มีความเชื่อในเรื่องบุญ  แต่ความสุขความพอใจจากการให้ก็เป็น บุญ ตามความหมายที่แท้จริงอยู่ในตัวแล้ว  และน้ำใจที่จะช่วยเหลือเจือจานก็ดูจะเป็นเรื่องสากลสำหรับคนทุกวัฒนธรรม

เมื่อฉันเสร็จแล้ว  เราพบว่ายังมีผักผลไม้และขนมปังเหลืออีกถุงใหญ่  จึงพากันขนกลับวัดด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ  การบิณฑบาตโดยศรัทธานี้ดูจะหนุนความรู้สึกเชื่อมั่นที่มีต่อการปฏิบัติธรรมให้เพิ่มพูนขึ้นสมดังชื่อจริง ๆ  เพราะพระป่านั้นเชื่อกันว่า  ตราบใดที่เราปฏิบัติถูกต้องตามพระธรรมวินัย  เราจะไม่ปราศจากผู้ที่สนับสนุนเกื้อกูลเลย  ศรัทธาและความเชื่อเช่นนี้อาจจะดูเลื่อนลอยและดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในบางโอกาส  แต่พระป่าแทบทุกรูปก็คงได้ประจักษ์ด้วยตนเองว่าความเชื่อนี้เป็นไปได้จริงอย่างไม่ต้องสงสัย 

จะว่าไปแล้วการบิณฑบาตแบบนี้ก็ดูจะไม่ใช่ของใหม่เสียทีเดียวสำหรับคนในท้องถิ่นมิดเฮิร์สต์    เพราะนับแต่ที่ตั้งวัดมาก็มักจะมีพระออกมาบิณฑบาตกันอยู่เนือง ๆ   แต่ด้วยความที่เราอาจจะวิตกไปล่วงหน้าว่าคนที่ไม่ใช่ชาวพุทธนั้นคงไม่รู้ธรรมเนียมเรื่องการใส่บาตร  และเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจที่จะรับความผิดหวังไว้ล่วงหน้า  ทำให้เราประเมินไปว่าอาจจะไม่มีคนใส่บาตรเลย  แต่เท่าที่ถามพระด้วยกันดูแล้ว  ไม่เคยมีสักครั้งที่ไม่ได้อาหารเลย  เพียงแต่อาจจะมีได้มากได้น้อยต่างกันไปเท่านั้น  และแม้กระทั่งยามที่พระเดินธุดงค์ในแถบชนบทของอังกฤษและต้องออกไปบิณฑบาตในเมืองที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน  เราก็มักจะต้องประหลาดใจในความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนอังกฤษกันอยู่เสมอ 

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า  คนอังกฤษส่วนใหญ่ค่อนข้างไว้เนื้อไว้ตัว  ไม่ค่อยยอมเอ่ยปากพูดกับคนแปลกหน้าง่าย ๆ  จนทำให้มีคนเข้าใจไปว่าคนอังกฤษช่างแล้งน้ำใจกันเสียเหลือเกิน   แต่เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้เห็นว่า  คุณธรรมของมนุษย์นั้นมีพลังมากพอ ที่จะทำให้คนอังกฤษบางคนก้าวข้ามวัฒนธรรมของตนเองด้วยการออกปากถามว่า  คุณทั้งสองมายืนทำอะไรกัน และคำถามเช่นนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการให้ที่เป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ของการสร้างคุณงามความดีต่อ ๆ ไป

เขียนแล้วใน Cutural reflections, Life in general | 5 Comments »

สุขใจในท่ามกลางสงฆ์

แสดงความเห็นโดย phrajew บน กรกฎาคม 3, 2006

Dhamma Hall

 

เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่ว่า  เวลาที่อยากหลีกเลี่ยงสิ่งใด  เรามักจะได้พบกับสิ่งนั้นเสมอ  ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเหตุการณ์ที่เราไม่ค่อยอยากจะพบพานนัก  ราวกับว่าชีวิตต้องการเสนอบททดสอบให้เราได้ก้าวข้ามขีดจำกัดทางความพอใจของเราอยู่เสมอ  บทเรียนเรื่องนี้เห็นจะมาเร็วเกินกว่าที่คาดไว้

 

เคยแอบหวังเอาไว้ในใจว่าคงจะไม่ต้องอยู่ในตำแหน่งอาวุโสสูงสุดไปอีกนาน  แต่ปรากฏว่าตลอดทั้งสัปดาห์ก่อนจะเข้าพรรษา จะต้องทำหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาสเพราะครูบาอาจารย์ท่านอื่น ๆ ไม่อยู่อีกเช่นเคย  ท่านเจ้าอาวาสเดินทางไปอเมริกาเพื่อสอนธรรมะและเข้าร่วมการประชุมอะไรสกอย่าง  อีกท่านหนึ่งไปธุดงค์แถบคอร์นวอลล์  ส่วนอีกท่านก็ไปร่วมคณะธุดงค์ขึ้นเขาที่ประเทศลัตเวีย  คราวนี้จึงถือว่าหนักกว่าครั้งก่อนเพราะเป็นระยะเวลานานกว่า

 

เช้าวันเสาร์มีการประชุมร่วมกันระหว่างสมาชิกในชุมชนทั้งหมด  ทั้งพระ แม่ชีและฆราวาสที่มาพักที่วัด  โดยปกติในการประชุมนี้ก็จะมีการสรุปเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นในรอบสัปดาห์  ใครจะอยู่หรือใครจะไปธุระที่ไหน  และใครจะรับผิดชอบงานในส่วนใดก็จะมีการตกลงกันในช่วงนี้ หากใครมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องความเป็นอยู่ในชุมชนก็จะเป็นโอกาสให้ซักถามและชี้แจงด้วยเช่นกัน

 

การประชุมในเช้าวันนี้เลิกเร็วกว่าปกติ  เพราะประธานไม่มีข้อเสนออะไรและไม่ได้ชวนให้เกิดการอภิปรายในเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น  เมื่อจบรายงานความเคลื่อนไหวก็เป็นอันว่าจบกัน  แยกย้ายกันไปทำความสะอาดศาลาเห็นจะดีกว่า 

 

คนที่ปฏิบัติธรรมมานานนับสิบปีมักจะได้เปรียบตรงที่มีความสามารถในการอยู่กับตนเอง  แม้ว่าจะต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนและต้องทำหน้าที่อันไม่คุ้นเคย  เราก็ยังอาจหาความพึงพอใจได้จากการหายใจเข้าออกตามปกติ  และปล่อยตัวให้ลื่นไหลไปกับสถานการณ์โดยไม่รู้สึกพะวงมากนัก  วันนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่พบว่าตัวเองรู้สึกเป็นสุขกับการนั่งอยู่ตรงหน้าสุด

 

มองเข้าไปในใจแล้วตอบตัวเองได้ว่าไม่ได้เป็นสุขเพราะรู้สึกว่าตนเองโดดเด่นและสำคัญกว่าคนอื่น  แต่เป็นสุขกับการอยู่กับปัจจุบันขณะ   และถ้าจะให้ย้ายไปอยู่ตำแหน่งไหนในขณะนั้นก็สามารถเป็นสุขได้พอ ๆ กัน

 

และด้วยความที่ค่อนข้างผ่อนคลายและสงบนี้เองจึงเกิดความสนุกที่จะได้สังเกตตัวเองและสังเกตความรู้สึกนึกคิดที่เปลี่ยนแปรไปในแต่ละขณะมากขึ้นกว่าวันก่อน ๆ   คิดว่าคนที่ไม่เคยมาวัดป่าน่าจะรู้สึกทึ่งที่คณะสงฆ์ทั้งหมดดูประสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน

 

ก่อนหน้าที่จะไปตักอาหารลงในบาตร  คนที่มาถึงก่อนนั่งรออย่างสงบจนกว่าจะมากันพร้อมทุกคน ญาติโยมที่มาวัดจึงต้องพลอยนั่งสมาธิตามไปด้วย  เมื่อมีคนประกาศว่าอาหารรับประเคนเรียบร้อยแล้ว  ประธานสงฆ์นำกราบพระและลุกขึ้นเดินนำไปตักอาหารที่โรงครัว  เมื่อเสร็จแล้วทยอยกันกลับเข้ามานั่งประจำที่อย่างสงบ  ประธานสงฆ์นั่งรอจนทุกคนเรียบร้อยแล้วจึงนำให้พร  พระสงฆ์และแม่ชีสวดตามอย่างพร้อมเพรียงกัน  เมื่อสวดจบนิ่งภาวนาอยู่ครู่หนึ่ง  ทุกคนรอจนกว่าประธานจะขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งจากพับเพียบเป็นท่าขัดสมาธิเพื่อให้สะดวกต่อการฉันแล้วจึงขยับตัวตาม  ไม่มีใครเปิดฝาบาตรของตนจนกว่าประธานจะเปิดก่อน  และเมื่อนั่งพิจารณาอาหารอยู่ครู่หนึ่ง  ประธานเคาะระฆังเป็นสัญญาณให้ญาติโยมลุกออกไปจากศาลาได้  จากนั้นพระสงฆ์และแม่ชีทั้งหมดรอให้ประธานตักอาหารคำแรกแล้วจึงจะตักต่อไปเป็นลำดับตามความอาวุโส

 

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบ  ไม่มีการพูดกันโดยสิ้นเชิง  ต่างคนต่างอยู่กับความสงบของตัวเองแต่ก็รับรู้ถึงการอยู่ร่วมกัน  ไม่มีใครรีบที่จะไปที่ไหน  และไม่พะวงถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว  นับเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของชุมชนสงฆ์ในอุดมคติโดยแท้ 

ความจริงแล้ว  เหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติในวัดป่าทั่วไป  แต่เนื่องจากไม่มีเหตุให้ต้องเล่าจึงไม่อาจจะเล่าขึ้นมาเองได้  ต่างจากครั้งนี้ที่ผนวกกับสถานการณ์ที่เห็นควรจะเล่าเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น  และคิดว่าคนทั่วไปไม่มีโอกาสสัมผัสอย่างใกล้ชิด  จึงไม่ค่อยได้รับรู้ถึงความเงียบสงบอันงดงามนี้

 

ภายหลังได้นั่งคุยกับเพื่อน  พูดกันว่านี่อาจจะเป็นครั้งแรกในรอบกว่ายี่สิบห้าปีของการก่อตั้งวัดที่มีพระไทยมาทำหน้าที่เป็นผู้นำเช่นนี้   เพราะที่ผ่านมามีพระไทยเพียงไม่กี่รูปที่มาอยู่ที่นี่และส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ตรงกับช่วงที่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ต้องเดินทางไปทำธุระ  ฟังดูแล้วก็ออกจะเป็นเกียรติแก่ตัวเองอยู่ไม่น้อยทีเดียว

 

เมื่อนึกย้อนไปแล้ว   หากมองในสายตาชาวโลก  การมาอังกฤษครั้งนี้ออกจะเป็นการกระทำที่ค่อนข้างบ้าบิ่นพอสมควร    เพราะในการเดินทางข้ามทวีปเป็นครั้งแรกของชีวิต  ก็ออกเดินทางเพียงลำพังโดยไม่มีเงินติดตัวเลย ไม่มีญาติหรือคนรู้จักที่จะมารับที่สนามบิน และไม่มีแม้กระทั่งเบอร์โทรศัพท์ของคนที่ควรจะติดต่อด้วย เพราะถึงจะมีก็คงไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาเป็นค่าโทรศัพท์

 

เพียงไม่กี่นาทีแรกที่เหยียบผืนดินอังกฤษก็พบว่าตัวเองต้องยืนเข้าคิวยาวเหยียดพร้อมกับคนแปลกหน้าแปลกตาจำนวนมาก  เมื่อถึงด่านตรวจก็ประจักษ์ในวินาทีนั้นว่าจะต้องถูกส่งไปตรวจร่างกายเพราะคาดว่าจะอยู่ในอังกฤษเกินกว่าหกเดือน หลังจากถูกเอ๊กซเรย์ปอดเพื่อตรวจหาวัณโรคแล้ว  ก็ต้องรีบออกตามหากระเป๋าที่ถูกส่งออกมาทิ้งค้างไว้ด้วยใจตุ้ม ๆ ต๋อม ๆ ว่าคนที่มารับจะยังรออยู่ไหม  เพราะใช้เวลานานเสียจนคนอาจจะคิดว่าตกเครื่องบินตั้งแต่อยู่เมืองไทยก็เป็นได้

 

เคราะห์ดีที่คนมารับพยายามสอบถามคนไทยที่มากับเที่ยวบินนั้นว่ามีพระไทยมาด้วยหรือเปล่า  จึงยังนั่งรออยู่แม้เวลาจะผ่านไปเกินกว่าชั่วโมงแล้ว  และเมื่อมาถึงวัดจิตวิเวกเข้าจริง ๆ  ก็ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ชวนให้อุ่นใจเลยแม้แต่น้อย  เพราะเหลียวหน้าแลหลังแล้วไม่เห็นมีคนไทยที่ไหนพอจะปรึกษาหารือได้  รอบ ๆ ตัวก็มีแต่สิ่งใหม่ที่ต้องปรับตัวปรับใจ  จะมีใครอีกหนอที่อาจหาญตัดสินใจเดินทางมาต่างประเทศด้วยเงื่อนไขที่แสนจะหละหลวมเช่นนี้ 

ชีวิตพระในต่างแดน  ดูภายนอกช่างเปราะบางและช่วยเหลือตัวเองแทบไม่ได้เอาเสียเลย  เพราะเงื่อนไขทางพระวินัยที่ไม่สามารถจัดการเรื่องเงินทองได้เอง  ทำให้ต้องขึ้นอยู่กับการช่วยเหลือของผู้อื่น  แถมผู้อื่นที่ว่านี้ยังไม่อยู่ในฐานะที่เรามักคุ้นพอที่จะขอร้องให้ทำอะไรให้โดยง่ายเสียด้วย  แต่ว่าความเปราะบางนี้เองทำให้ชีวิตง่ายขึ้น  ไม่ต้องยุ่งยากกับการวางแผนใด ๆ และไม่มีอะไรจะให้วิตกล่วงหน้า  เพราะไม่มีอะไรที่คาดเดาได้  มีแต่ต้องทำใจยอมรับและเป็นสุขกับมันให้ได้เท่านั้น

 

และนับจากวันแรกที่มาถึง  ยังไม่พบว่ามีเรื่องใดที่ทำให้เกิดความทุกข์หรือกังวลใจ  ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามปกติธรรมดา  และยังแสวงหาความสุขความพึงพอใจได้ในทุก ๆ วัน  เพียงเท่านี้ก็ควรจะถือว่าสุขเกินคาดแล้วไม่ใช่หรือ

เขียนแล้วใน Life in general | 4 Comments »