แสดงความเห็นโดย phrajew บน สิงหาคม 31, 2006

ในนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องหนึ่งของอาซิมอฟ กล่าวถึงหุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่เกิดข้อผิดพลาดระหว่างการผลิต ทำให้มีระบบสมองที่สามารถคิด เรียนรู้ และทำงานสร้างสรรค์ได้ เป็นที่แน่นอนว่าคุณสมบัติเช่นนี้ย่อมสร้างความแตกตื่นในแวดวงวิทยาศาสตร์เป็นอันมาก เพราะไม่มีหุ่นยนต์ตัวไหนทำได้มาก่อน
บทบาทดั้งเดิมของหุ่นยนต์คือผู้รับใช้ที่ต้องคอยรับคำสั่งทุกครั้งไป แต่เมื่อหุ่นยนต์ตัวนี้สามารถคิดได้ ความสัมพันธ์ที่มีต่อมนุษย์ก็เปลี่ยนแปลงไป เพียงชั่วเวลาไม่นานนัก หุ่นยนต์ที่เคยเป็นเพียงพี่เลี้ยงเด็กและได้รับการตั้งชื่อว่าแอนดรูว์ก็สามารถหารายได้ด้วยตนเองและต้องการความเป็นอิสระมากขึ้นเรื่อย ๆ
เนื่องจากหุ่นยนต์เป็นวัตถุที่มีอายุขัยยาวนานกว่ามนุษย์ แอนดรูว์จึงได้เห็นคนในครอบครัวหลายชั่วคน ประกอบกับวิทยาการที่ก้าวหน้าไปในแต่ละสมัยก็ทำให้หุ่นยนต์ตัวนี้คล้ายกับมนุษย์มากขึ้นทุกที ยามใดที่เกิดข้อติดขัด เขาก็ลงมือศึกษาและทดลองด้วยตนเอง จนท้ายที่สุดแอนดรูว์ก็มีรูปลักษณ์ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นลักษณะภายนอกหรือแม้กระทั่งอวัยวะภายในร่างกาย มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ยังคงรักษาไว้คือ สมองที่พิเศษกว่าหุ่นยนต์ตัวอื่น
แต่ถึงกระนั้น แอนดรูว์ก็ยังไม่พอใจอยู่นั่นเอง เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการยอมรับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แต่ในสายตาของคนทั่วไปเขาก็ยังเป็นหุ่นยนต์อยู่ดี ในวาระครบรอบอายุสองร้อยปี แอนดรูว์จึงตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงระบบสมองให้เสื่อมได้และตายไปในที่สุด ในระยะสุดท้ายของชีวิตนี้เองที่เขาได้รับการประกาศยอมรับว่าเป็น ‘แอนดรูว์ มนุษย์สองร้อยปี’
นิยายขนาดสั้นเรื่องนี้คงให้ข้อคิดกับผู้อ่านได้หลากหลาย แล้วแต่มุมมองและประสบการณ์ แต่ประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือ การตั้งคำถามว่าความเป็นมนุษย์คืออะไรกันแน่ เพราะในขณะที่หุ่นยนต์ตัวหนึ่งพยายามให้คนอื่นยอมรับคุณค่าของตัวเองอย่างสุดความสามารถ แต่มนุษย์ทั่วไปในสังคมดูจะไม่ได้ให้ความหมายต่อสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่สักเท่าใดนัก
แอนดรูว์ค้นพบว่าหัวใจสำคัญของการเป็นมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่ร่างกายภายนอก แต่อยู่ที่การยอมรับความเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ แม้ว่าคนจำนวนมากจะเพียรพยายามที่จะยืดวันเวลาของชีวิตให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สุดท้ายแล้วย่อมไม่มีใครหลีกพ้นจากความตาย ภาวะของคนที่ไม่ยอมตายนั้นถือได้ว่าไม่ใช่ภาวะของมนุษย์
ข้อคิดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ถึงแม้ว่าคนทั่วไปจะเกรงกลัวความตายมากเพียงใดก็ตาม แต่หากต้องเผชิญกับความเป็นอมตะเข้าจริง ๆ แล้ว กลับยิ่งหวาดกลัวต่อสภาวะนี้เสียอีก หากลองนึกถึงชีวิตที่จะดำรงอยู่ตลอดกาลแล้ว หลายคนคงรู้สึกได้ว่าเหลือที่จะรับจริง ๆ
ความจริงพื้นฐานเกี่ยวกับความตายเช่นนี้เองที่เป็นแก่นแท้ของชีวิต และเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การยอมรับและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าให้สมกับวันเวลาที่ต่างมีอยู่เพียงช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น
นอกจากนี้แล้วคำว่ามนุษย์ในภาษาบาลียังแปลได้ว่า ‘ผู้ที่มีใจสูง’ โดยหมายถึงคนที่รู้จักพัฒนาจิตใจของตนเองให้ละเอียดอ่อนขึ้น มองเห็นความเป็นจริงของชีวิต และสามารถต้อนรับกับความตายที่กำลังเดินทางมาหาได้อย่างอาจหาญ ทั้งนี้เพราะได้ดำเนินชีวิตของตนอย่างดีที่สุดตามกำลังสติปัญญาที่มีอยู่แล้ว ไม่มีอะไรจะตำหนิตนเองได้
จากการอ่านนิยายแล้วย้อนมองตัวเอง ความรู้สึกยินดีอย่างท่วมท้นของแอนดรูว์ที่ได้รับการยอมรับให้เป็นมนุษย์ในที่สุดนั้นตั้งคำถามชวนให้คิด ในขณะหุ่นยนต์ตัวหนึ่งยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ ตัวเราเองได้ทำอะไรบ้างให้สมกับคุณค่าภายในตัวของเราเอง
เขียนแล้วใน books | Leave a Comment »
แสดงความเห็นโดย phrajew บน สิงหาคม 30, 2006

ถ้ามีการจัดประกวดวิถีชีวิตอันน่าเบื่อ ความเป็นอยู่ในวัดคงจะจัดอยู่ในลำดับต้น ๆ คนที่ไม่เชื่อก็ลองนึกถึงการสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น นั่งสมาธิเดินจงกรมเป็นชั่วโมง ๆ ดูบ้าง หากต้องทำเช่นนี้อยู่ทุกวัน คนที่ไม่รู้สึกเบื่อเลยเห็นจะผิดวิสัยปุถุชนเป็นแน่แท้
นอกจากวิถีชีวิตที่ดำเนินไปเหมือนเดิมในทุก ๆ วันแล้ว ชีวิตภายในวัดยังแทบจะไม่มีอะไรให้เบี่ยงเบนความสนใจได้เลย คนอยู่วัดไม่สามารถไปดูหนัง ฟังเพลง กินข้าว ซื้อของ หรือไปเที่ยวพักผ่อนได้อย่างคนทั่วไป ดังนั้น เมื่อเกิดความรู้สึกเบื่อขึ้นมามีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำได้ คือ การเรียนรู้ที่จะอดทน
เมื่อตอนบวชใหม่ได้รับคำสอนให้รู้จักอดทนอดกลั้นต่อความรู้สึกต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ฝึกนั่งสมาธิ เคยมีคนถามว่าถ้าอดทนไปจนถึงที่สุดแล้วจะให้ทำอย่างไร คำตอบที่ได้รับจากพระอาจารย์คือให้อดทนต่อไปอีก ฟังดูแรก ๆ เหมือนกำปั้นทุบดินอยู่ชอบกล แต่ต่อมาก็ตระหนักว่าคำสอนง่าย ๆ นี้เองที่เป็นหัวใจของการฝึกหัดขัดเกลาตนเองที่หนักหนาสาหัสนัก
แม้วิถีชีวิตภายในวัดจะดูน่าเบื่อแต่ก็ทำให้เกิดการเรียนรู้ด้านในได้อย่างยิ่ง เพราะในขณะที่กิจกรรมในแต่ละวันดำเนินไปเช่นเดิม ความรู้สึกภายในใจกลับแตกต่างกันไปโดยไม่เว้นวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินบิณฑบาต การฉันภัตตาหาร การสวดมนต์ทำวัตร การนั่งสมาธิ การทำความสะอาด หรือแม้แต่การนั่งอยู่เฉย ๆ ในกุฏิ อาจทำให้เกิดความรู้สึกสบายใจ หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน เบื่อหน่าย ขี้เกียจ ขยัน หรืออื่น ๆ ได้ทั้งหมด และอาจกลายเป็นความรู้สึกตรงข้ามในวันต่อมาได้โดยไม่ยากนัก
โดยปกติแล้ว เมื่อเกิดความรู้สึกหงุดหงิดขุ่นเคืองหรือไม่สบายใจ คนเรามักจะโทษคนอื่นหรือสิ่งอื่นที่อยู่นอกตัว แต่เมื่อสภาวะภายนอกคงเดิม ความเปลี่ยนแปรที่ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ภายในใจบอกให้รู้ชัดว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ภายนอก เพราะใจของเรานั่นเองที่เป็นตัวการสำคัญ
อธิบายได้อีกแง่หนึ่งว่า วิถีชีวิตภายในวัดเป็นเครื่องมือในการบังคับให้หันมามองดูตนเอง มากกว่าจะเที่ยวมองไปยังภายนอกอย่างที่เคยเป็น
อย่างไรก็ตาม มีข่าวดีที่แฝงมากับความน่าเบื่อเช่นกัน เวลาที่เราปฏิบัติธรรม หลายคนพบว่าสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราทำอยู่ในชีวิตประจำวันกลับเป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้อย่างไม่น่าเชื่อ บางคนรู้สึกเป็นสุขกับการกวาดลานหญ้า การเดินไปตักอาหาร การนั่งจิบน้ำชาตามลำพัง หรือแม้กระทั่งการนั่งอยู่เฉย ๆ ก็ทำให้รู้สึกดีกับชีวิตอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
พระอาจารย์ฝรั่งรูปหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้าที่จะบวช ท่านฝึกเป็นผ้าขาวอยู่ในวัดที่อังกฤษหลายเดือน ก่อนที่จะออกเดินทางมาเมืองไทย ท่านตัดสินใจที่จะดูหนังเรื่องหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย บังเอิญว่าหนังเรื่องนั้นยาวมาก และนักวิจารณ์ทั้งหลายบ่นกันว่าเป็นหนังที่น่าเบื่อที่สุดในรอบปี แต่ตัวท่านกลับดูหนังด้วยใจที่เป็นสุขตลอดเวลา
เรื่องที่เล่านี้สรุปปิดท้ายว่า หลังจากที่นั่งดูลมหายใจเข้าลมหายใจออกมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าอะไรก็ดูน่าสนใจไปเสียหมด ดังนั้น หากคิดจะมีความสุขกับสิ่งธรรมดาสามัญที่อยู่รอบข้าง ก็ต้องยอมแลกมากับความน่าเบื่อในการปฏิบัติธรรม โดยท้ายที่สุดเราอาจจะพบว่าเป็นความน่าเบื่อที่คุ้มค่าต่อการทดลองก็เป็นได้
เขียนแล้วใน Dhamma, Life in general | Leave a Comment »
แสดงความเห็นโดย phrajew บน สิงหาคม 25, 2006

อัลเจอร์นอนเป็นหนูทดลองตัวหนึ่ง ก่อนเวลาอาหารของทุกวัน อัลเจอร์นอนจะถูกปล่อยลงในเส้นทางวงกตและจะต้องพยายามหาทางออกให้ได้ มิฉะนั้นก็จะไม่ได้กินอาหารที่วางล่อไว้ตรงปากทาง ทุก ๆ วันนักวิทยาศาสตร์ก็จะเฝ้าสังเกตการลองผิดลองถูกของอัลเจอร์นอนว่าสามารถเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตนเองหรือไม่
อัลเจอร์นอนถูกใช้ในการทดลองคู่ขนานไปกับชาร์ลี กอร์ดอน ชายหนุ่มผู้พิการทางสติปัญญาซึ่งสมัครใจเข้าร่วมโครงการวิจัยเรื่องนี้ สติปัญญาของทั้งคู่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนกระทั่งชาร์ลีกลายเป็นบุคคลอัจฉริยะที่เฉลียวฉลาดกว่านักวิทยาศาสตร์เจ้าของโครงการเสียอีก บันทึกประจำวันของเขาสะท้อนให้เห็นพัฒนาการจากการสะกดคำคำง่าย ๆ อย่างผิดพลาด จนกระทั่งสามารถใช้ภาษาที่ซับซ้อนอธิบายปรากฏการณ์อัลเจอร์นอน-กอร์ดอนที่เขาค้นคว้าและทดลองได้ด้วยตนเอง
ความเฉลียวฉลาดที่ได้มากลับกลายเป็นดาบสองคมสำหรับชาร์ลี โลกที่เคยรับรู้และเข้าใจกลับกลายเป็นตรงกันข้าม คนที่เคยรู้สึกว่าเป็น ‘เพื่อน’ นั้นแท้ที่จริงเห็นเขาเป็นเพียงตัวตลกคนหนึ่งเท่านั้น ความสัมพันธ์กับครูผู้หญิงที่เคยสอนเขามาทำท่าว่าจะจริงจังขึ้น แต่แล้วเธอก็ทนความฉลาดของเขาไม่ได้ และแม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลองร่วมกับชาร์ลีก็รู้สึกเสียหน้าเมื่อเห็นเขาฉลาดกว่า ชาร์ลีเริ่มรู้สึกซึมเศร้าและเกลียดชังสติปัญญาของตนเอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการสังเกตพบว่าสติปัญญาของอัลเจอร์นอนลดลงอย่างรวดเร็ว ชาร์ลีก็สรุปผลการค้นคว้าของตนเองว่าการเพิ่มพูนสติปัญญาเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวเท่านั้น ในที่สุดอัลเจอร์นอนก็เสียชีวิตไปท่ามกลางความสงสัยว่าผลการรักษาจะทำให้ชาร์ลีต้องพบจุดจบเช่นเดียวกันหรือไม่ บันทึกในช่วงสุดท้ายของชาร์ลีแสดงถึงความพยายามที่จะยื้อยุดกับสติปัญญาที่เริ่มเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว คำร้องขอสุดท้ายของเขาก่อนที่จะหายตัวไป คือ ขอให้ช่วยวางดอกไม้บนหลุมฝังศพของอัลเจอร์นอนด้วย “please if you get a chanse put some flowrs on Algernons grave in the bak yard…“.
เรื่องราวที่เล่ามานี้ปรากฏอยู่ในเรื่องสั้นที่ได้อ่านเมื่อหลายปีก่อน แต่ยังคงจำเนื้อหาบางส่วนและความรู้สึกหลังการอ่านได้ ต้องขอบคุณเทคโนโลยีทางอินเตอร์เน็ตที่ทำให้ค้นหาข้อมูลของเรื่องสั้นที่ได้รับรางวัลฮูโกเมื่อปีค.ศ. 1960 (พ.ศ.2503 ) กลับคืนมาจนได้ แดเนียล คียส์ ผู้เขียนเรื่องนี้ได้ขยายเรื่องให้เป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์ขนาดสั้นและได้รับรางวัลเนบิวลาในอีกหกปีถัดมา โศกนาฏกรรมของชาร์ลี กอร์ดอนสร้างความประทับใจให้กับผู้อ่านมากมายเพียงไร สามารถวัดได้จากบทละครและภาพยนตร์จำนวนมากที่ดัดแปลงจากเค้าโครงเรื่องดังกล่าว นวนิยายอีกหลายเรื่องได้เดินตามรอยไม่ว่าจะเป็นกลวิธีในการเขียนหรือการสร้างตัวละครที่คล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ภาพยนตร์เรื่อง Charly ซึ่งดัดแปลงจากนวนิยายเรื่องนี้ยังส่งผลให้ Cliff Robertsonได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยมในปี พ.ศ. 2511 อีกด้วย
การแสวงหาสติปัญญาของมนุษยชาติเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือกาลเวลา แม้ว่านวนิยายเรื่อง ‘ดอกไม้สำหรับอัลเจอร์นอน’ จะมีอายุยาวนานกว่าสี่สิบปี แต่สาระที่ได้จากการอ่านไม่ใช่เรื่องเก่าเลย การต่อสู้ดิ้นรนของชาร์ลีที่แม้จะรู้ว่าต้องพ่ายแพ้ในที่สุด หากก็ยังไม่ยอมลดละความพยายาม เป็นดั่งวีรกรรมของสามัญชนที่งดงามจับใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่หรือเล็กน้อยสักเพียงใด สิ่งที่มนุษย์เราจะทำได้มีเพียงความพยายามอย่างเต็มที่แล้วยอมรับผลที่เกิดขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ นวนิยายดังกล่าวยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ความรู้หรือความเชี่ยวชาญใด ๆ หากไม่ประกอบด้วยความเข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้ง ย่อมนำไปสู่ความทุกข์ทรมานได้อีกรูปแบบหนึ่ง การเรียนรู้ที่จะยอมรับและทำใจให้เป็นสุขได้ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์หรือบุคคลเช่นไร เป็นเสมือนกุญแจที่จะเปิดประตูไปสู่ความเป็นจริง ทั้งนี้เพราะชีวิตที่แท้นั้นไม่มีอะไรเป็นไปตามความคาดหวังของเรา ไม่ว่าจะพึงพอใจหรือไม่ ชีวิตก็ยังดำเนินไปอย่างที่พึงจะเป็นตลอดกาล
เขียนแล้วใน books | 1 ความคิดเห็น »