The Countryside of Chithurst

Reflections of Buddhist monastic life in England

ประวัติเอกสารสำหรับ ตุลาคม, 2006

ท่องไปในเนื้อนาบุญ

แสดงความเห็นโดย phrajew บน ตุลาคม 20, 2006

 

หนึ่งเดือนหลังจากออกพรรษาเป็นเวลาของการทอดกฐิน  ในขณะที่ชาวพุทธจำนวนมากรู้สึกเบิกบานใจที่ได้ทำบุญครั้งใหญ่  ช่วงเวลานี้ถือเป็นเทศกาลแห่งการท่องเที่ยวสำหรับพระวัดป่าด้วยเช่นกัน  เนื่องจากในภาคอีสานมีวัดสาขาจำนวนถึงร้อยกว่าแห่ง  เวลาฉลองกฐินตามธรรมเนียมวัดป่าด้วยการสวดมนต์ทำวัตรเย็นแล้วฟังเทศน์ตลอดทั้งคืนจึงต้องอาศัยพระเป็นจำนวนมาก  ครูบาอาจารย์ที่เป็นเจ้าอาวาสในแต่ละวัดต่างได้รับนิมนต์กันนับไม่ถ้วน

 

สมัยที่เป็นพระบวชใหม่ เคยมีหน้าที่ติดตามรับใช้ครูบาอาจารย์ จึงพลอยได้มีโอกาสเห็นสำนักสาขาในที่ต่าง ๆ ไปด้วย  ประสบการณ์ที่ได้รับนั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในเวลาต่อมา  เพราะไม่เพียงแต่จะได้เห็นธรรมเนียมปฏิบัติเวลาที่พระไปอยู่รวมกันจำนวนมากเท่านั้น  ยังได้สังเกตความแตกต่างของสถานที่แต่ละแห่งด้วยว่ามีความเหมาะสมต่อการปฏิบัติภาวนาอย่างไร  ทั้งในแง่สิ่งปลูกสร้างและสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ

 

สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านี้คือ วัดป่าจำนวนมากตั้งอยู่ในป่าอันร่มรื่นสมชื่อ อีกทั้งหลายแห่งมีจุดชมวิวที่งดงามไม่แพ้สถานที่ท่องเที่ยวเลย  เคล็ดลับของการมองหาจุดชมวิวดังว่านี้อยู่ที่การสังเกตสามเณรน้อยทั้งหลาย  ถ้าเห็นว่าบรรดาสามเณรพากันเฮโลไปในทิศทางใด  เมื่อเดินตามไปแล้วมักจะไม่ผิดหวังทุกที

 

เมื่อมาอยู่อังกฤษ มีวัดสาขาอยู่สี่แห่งซึ่งมักจะมีวันทอดกฐินไม่ตรงกัน  ทำให้มีโอกาสเดินทางระยะไกลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เป็นเวลากว่าห้าเดือนแล้ว 

 

งานทอดกฐินครั้งแรกของปีนี้ต้องเดินทางขึ้นเหนือ  วัดที่ไปมีชื่อว่า รัตนคีรีหรือเรียกกันสั้น ๆ ตามชื่อหมู่บ้านที่วัดตั้งอยู่ว่า ฮาร์นัม  วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงในเขตนอร์ทธัมเบอร์แลนด์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองนิวคาสเซิ่ลนัก  นักเรียนไทยที่อยู่ในมหาวิทยาลัยใกล้เคียงจึงมาร่วมงานกันอย่างคึกคัก

 

หากดูแต่ภายนอก อาจไม่รู้สึกว่ากำลังเดินทางเข้าวัด  เพราะอาคารที่เห็นดูไม่ต่างจากโรงนาแบบอังกฤษที่พบเห็นตามสองข้างทาง  แต่เมื่อก้าวผ่านกำแพงที่ก่อด้วยหินเข้าไป  จะพบว่าภายในอาคารเป็นศาลาธรรมขนาดใหญ่ที่ตกแต่งไว้งดงาม  ภาพฝาผนังด้านหลังเป็นสวดลายแบบประเพณีไทย  องค์พระประธานสีเขียวเข้มตั้งอยู่หน้าพุ่มไม้ใหญ่ ประกอบกับหน้าต่างกระจกบานกว้างรายรอบที่มองออกไปเห็นสวนที่จัดไว้ทั้งสองข้าง ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางธรรมชาติมากกว่าอยู่ภายในตึก

 

เมื่อเดินลงไปตามเนิน ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ทอดยาวไปสุดสายตา  ตรงขอบฟ้า เห็นตึกในเมืองนิวคาสเซิ่ลเรียงรายอยู่ไกลลิบ  สองข้างทางเดินเป็นกำแพงหินที่ก่อล้อมทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงแกะ และบนสนามหญ้าเขียวขจีนั้นมีฝูงแกะยืนเล็มหญ้าอยู่เงียบ ๆ หลายตัว   

 

เขตชนบททางตอนเหนือของอังกฤษนั้นช่างงดงามและเรียบง่าย ชวนให้เกิดความสงบใจเหลือเกิน  ไม่น่าแปลกใจที่บริเวณฟาร์มเก่าแห่งนี้ได้รับเลือกให้สร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม  เพราะสภาพแวดล้อมภายนอกเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้ออำนวยต่อการภาวนาทางจิตใจ  ถ้าอยู่ในบรรยากาศอันเงียบสงบตามธรรมชาติ การปล่อยวางความวุ่นวายในจิตใจเพื่อให้เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติก็ทำได้ง่ายกว่าการอยู่ท่ามกลางผู้คนอันวุ่นวาย

 

การรู้จักเลือกสถานที่อันสมควรแก่การเป็นอยู่ภายในจิตใจของตนเองจึงเป็นมงคลสูงสุดประการหนึ่งในทางพุทธศาสนา  

หวังว่าคราวหน้าจะมีโอกาสเล่าถึงเรื่องอื่น ๆ ที่ได้ไปเห็นมา

เขียนแล้วใน Dhamma | 1 ความคิดเห็น »

ยอมไม่ได้เพราะไม่ยอม

แสดงความเห็นโดย phrajew บน ตุลาคม 19, 2006

 

ในระหว่างการประชุมประจำสัปดาห์ พระนวกะรูปหนึ่งทำหน้ามุ่ยอย่างเห็นได้ชัด เมื่อได้ยินว่าพระอีกรูปมีโอกาสไปร่วมงานทอดกฐินที่ฮาร์นัม  เหตุที่ทำให้ท่านรู้สึกเคืองเพราะเคยเสนอตัวเป็นลำดับแรก แต่ไม่ได้รับเลือกเนื่องจากที่พักไม่พอ  มีเพียงพระผู้ใหญ่เท่านั้นที่มีโอกาสได้ไป ท่านก็อุตส่าห์ทำใจยอมรับแม้จะรู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อย  แล้วไฉนอยู่ ๆ พระอีกรูปจึงสามารถแทรกคิวเข้ามาได้อย่างนี้  

 

ด้วยความที่เป็นพระภิกษุ  สถานการณ์เฉพาะหน้าและวิถีการปฏิบัติทำให้ไม่สามารถแสดงอารมณ์ออกมาได้ดังใจ  ท่านจึงได้แต่เก็บความขุ่นเคืองไว้  ก่อนที่จะบ่นกับเพื่อนพระที่สนิทกันภายหลังการประชุม

 

หากสถานการณ์นี้เกิดขึ้นกับพระไทย  ทุกสิ่งทุกอย่างคงต้องเลยตามเลย เพราะใช้นโยบายแล้วแต่ผู้ใหญ่จะตัดสินใจ  แม้หลายสิ่งไม่เป็นไปตามที่ต้องการก็ยกให้ว่า ท่านคงมีเหตุผลของท่าน  แต่เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสังคมตะวันตก ทางออกหนึ่งเดียวคือต้องซักถามกันให้รู้เรื่องว่าเหตุผลเป็นอย่างไรกันแน่  จะให้นั่งทำใจเฉย ๆ เป็นเรื่องที่ยอมกันไม่ได้ 

พอได้รับคำชี้แจงว่า พระอีกรูปได้รับนิมนต์เป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้ไปช่วยทำเว็บไซต์  คิ้วที่ขมวดอยู่ก็คลายลง  สีหน้าโล่งอกโล่งใจเมื่อเหตุผลนั้นเป็นที่ ยอมรับได้  ความขุ่นข้องหมองใจเลือนลงไปและกลับมายิ้มแย้มได้ดังเดิม 

คนที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์อดนึกไม่ได้ว่า หากเหตุผลนั้นไม่เป็นที่ยอมรับ อะไรจะเกิดขึ้น  แล้วระยะเวลาที่รู้สึกหงุดหงิดขุ่นเคืองอยู่กว่าสองชั่วโมง  ไม่ใช่เวลาที่สูญเปล่าหรอกหรือ  เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ไม่เห็นว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง  นอกจากต้องทำใจยอมรับเช่นเดิม 

เรื่องที่เล่ามานี้ ไม่เพียงแต่จะแสดงให้เห็นว่า ความขัดแย้งทางอารมณ์ของพระที่กำลังฝึกฝนตนเองไม่ได้ต่างไปจากปุถุชนทั่วไปเท่านั้น  แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของกระบวนการทำงานในจิตใจได้อีกด้วย  เพราะเราทั้งหลายต่างก็มีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันอยู่ไม่มากก็น้อย  การเรียนรู้จากพฤติกรรมผู้อื่นมักจะเห็นได้ชัดกว่าการมองตัวเองเสมอ 

หลายครั้งที่ความรู้สึกขุ่นเคืองเกิดจากการไม่รู้ความจริง  ใจของเรานึกคิดปรุงแต่งไปตามข้อมูลเดิมที่มีอยู่  แล้วก็เชื่อไปตามความคิดนั้น  เราจึงหลงโกรธอย่างเต็มที่  แถมยังมีเหตุผลให้ตัวเองเสียด้วยว่า เป็นเรื่องที่สมควรโกรธเป็นอย่างยิ่ง 

 

ต่อเมื่อได้รับรู้ความจริงแล้วเท่านั้น  ความโกรธจึงหายไปเหมือนปลิดทิ้ง  เพราะความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่เรานึกคิดปรุงแต่งเอาไว้เลย

ความนึกคิดปรุงแต่งของเราเป็นไปได้ต่าง ๆ นานา อาทิ เขาไม่เห็นคุณค่าของเรา  เขาตั้งใจดูถูกดูหมิ่นเรา  เขาทำไม่ถูกต้องตามหลักการ  เขาไม่ยุติธรรม  เขาทำให้เราเจ็บช้ำน้ำใจ  เขา……. ฯลฯ  ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นการมองออกไปที่ เขาซึ่งอยู่นอกตัวทั้งสิ้น 

หากมีโอกาสย้อนดูตัวเองจะเห็นว่า ภายในใจขณะนั้นเต็มไปด้วยความนึกคิดที่วุ่นวายสับสน  และยิ่งเชื่อความเห็นของตัวเองมากเพียงใด ยิ่งหาความสงบไม่พบมากเท่านั้น  คำถามที่ควรจะเตือนตัวเองบ่อย ๆ คือ ในภาวะอย่างนี้ เราเป็นสุขหรือเป็นทุกข์กันแน่ 

หากทำใจยอมรับเสียง่าย ๆ ว่า ทุกอย่างมันก็เป็นไปของมันอย่างนั้นเอง อย่างน้อยความสงบในใจก็เกิดขึ้น  ทำให้เรามีเวลาที่จะชื่นชมกับความงดงามเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบข้าง  ก่อนที่ความจริงจะปรากฏให้เรารับรู้  เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องขวนขวายไปรับรู้ให้เปลืองแรง เพราะหากมีเหตุจะให้รู้ก็ต้องรู้เข้าจนได้  ขึ้นอยู่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง 

และต่อให้ความจริงเป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ  เราก็ยังไม่มีเหตุที่จะโกรธหรือขุ่นเคืองอยู่ดี  เพราะส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องที่เราทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น  ถึงจะไม่พอใจอย่างไร ทุกอย่างก็ไม่เปลี่ยนไปตามความต้องการของเราอยู่ดี  และถ้าจะมัวหงุดหงิดกับเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราย่างนี้  เห็นทีจะต้องหงุดหงิดไปทั้งชาติเป็นแน่

 

ในชาตินี้ ถึงไม่อาจจะทำใจให้ปราศจากความขุ่นเคืองได้อย่างหมดจดสิ้นเชิง  แต่การรู้จักทำใจให้เป็นสุขง่ายขึ้นแม้เพียงน้อยนิด ก็เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การลงมือทำ

เขียนแล้วใน Dhamma | Leave a Comment »

ไม่ได้ดั่งใจ

แสดงความเห็นโดย phrajew บน ตุลาคม 12, 2006

 

ใจของคนเรานั้นแสนจะสลับซับซ้อน  ความสนุกอย่างหนึ่งของนักปฏิบัติธรรมคือ การมองเห็นกลไกในจิตใจของตนเองที่สามารถสร้างความทุกข์ความกังวลใจได้ในชั่วพริบตา  แน่นอนว่าอารมณ์ต่าง ๆ ย่อมไม่ทำให้เกิดความรู้สึกที่น่าพึงพอใจนัก  แต่การรู้จักถอนตัวออกมามอง แทนที่จะกระโจนเข้าไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอารมณ์นั้น อาจสร้างความสุขอีกลักษณะหนึ่งขึ้นมาทดแทน  ความสุขที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้เกี่ยวกับจิตใจของตนเองนี้ ภาษาทางพระเรียกว่า สุขจากปัญญา   

คนทั่วไปมักรังเกียจความทุกข์ และอยากหนีให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้  แต่หากทุกข์นั้นเกิดขึ้นในใจ  เราย่อมไม่อาจจะหนีไปไหนได้  ทางออกที่มักจะใช้กันคือเพิกเฉยไม่ใส่ใจ หรือไม่ก็หาทางเบี่ยงเบนด้วยการหาอะไรที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นจนลืมความทุกข์นั้นไปได้ชั่วคราว  การรู้จักหลบหลีกนี้เป็นกลยุทธ์ที่ดีในเวลาที่ความทุกข์นั้นหนักหนาเกินกว่าจะเผชิญได้ในช่วงเวลานั้น แต่ต้องไม่ลืมด้วยว่าปัญหายังคงอยู่ และไม่ทำให้การหลีกหนีเบี่ยงเบนนั้นกลายเป็นปัญหาที่ทำให้ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก 

บรรดาพระสงฆ์ในระดับครูบาอาจารย์ที่น่าเคารพนั้น ท่านพูดถึงความทุกข์กันบ่อยครั้งมาก  ไม่เชื่อก็ลองไปนั่งนับดูว่าในระหว่างการเทศน์บรรยายธรรมหรือแม้กระทั่งการสนทนาในชีวิตประจำวัน ท่านเอ่ยถึง ทุกข์มากน้อยเพียงใด  ว่ากันว่าพระภิกษุในครั้งพุทธกาล เมื่อพบปะกัน ท่านมักจะทักทายกันว่า ยังพอทนได้หรือเปล่ามากกว่าจะเป็น สบายดีหรือ อย่างที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม  ยังไม่เคยเห็นปุถุชนคนไหนจะเบิกบานมีความสุข และมองอะไรในแง่น่าขันได้มากเท่ากับบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลาย  ยิ่งอยู่ใกล้ชิดก็ยิ่งน่าพิศวงว่าเหตุใดท่านจึงมีความสุขได้ถึงเพียงนั้น  ดังกรณีของหลวงพ่อชานั้น ไม่ว่าจะเป็นลูกศิษย์ฝ่ายพระหรือฆราวาส ทั้งไทยทั้งฝรั่ง ต่างรู้สึกอยากเข้าใกล้หลวงพ่อด้วยกันทั้งนั้น  ยิ่งเวลาหลวงพ่อชารับแขกและตอบปัญหาญาติโยม  พระทั้งหลายพากันแย่งทำหน้าที่อุปัฏฐาก เพราะรู้ดีว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ได้หัวเราะกันอย่างเต็มเสียง  ทั้งสนุกและได้ความรู้ยิ่งกว่าเวลาอื่น

 

เป็นเรื่องน่าคิดว่า คนที่พูดเรื่อง ทุกข์ บ่อยครั้งเท่าใด ดูเหมือนว่าจะยิ่งมองชีวิตในแง่ดี และหาความสุขได้จากชีวิตได้มากขึ้นเท่านั้น  ลักษณะเช่นนี้เป็นจุดเด่นของพุทธศาสนาที่ไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายอย่างที่คนจำนวนมากเข้าใจ  เพราะทุกข์ในความหมายตามหลักอริยสัจนั้น เป็นสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เข้าไปยึดครองเป็นเจ้าของ  ยิ่งเรียนรู้มากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นอิสระจากทุกข์ได้มากเท่านั้น   

ความสุขที่เกิดจากปัญญาแม้จะไม่มีรสชาติอันชวนให้ตื่นเต้นเร้าใจ  แต่ก็เป็นความสุขสงบอีกอย่างหนึ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต  ไม่ต่างจากน้ำเปล่าที่ดูเหมือนไม่มีรสชาติ แต่ก็ดับกระหายและสร้างความชุ่มเย็นได้มากกว่าน้ำอัดลมหลากสีหลายรส  และแม้คนจำนวนมากจะนิยมเลือกน้ำดื่มชนิดหลัง  แต่คงไม่มีใครกล้าแย้งว่าน้ำเปล่ามีประโยชน์ต่อร่างกายน้อยกว่า  

โดยปกติคนเรามักมีความคาดหวังที่จะให้ทุกสิ่งอย่างเป็นไปตามที่ใจนึก หรืออย่างน้อยก็เป็นไปตามแผน (ที่คิดว่าวางไว้อย่างรอบคอบ)  แต่ความเป็นจริงมักจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม เพราะมีเหตุปัจจัยและบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ  ชีวิตไม่เคยเป็นไปตามความนึกคิดของใคร ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีอำนาจยิ่งใหญ่เพียงไหนก็ตาม

 

เมื่อความคาดหวังมักจะอยู่ตรงข้ามกับความเป็นจริง  คนเราจึงมีแนวโน้มที่จะเป็นทุกข์หรือกังวลใจกับเรื่องราวในชีวิตอยู่เสมอ ไม่ว่าเรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง   

เรื่องที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ หากเผชิญกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ทีละเรื่อง คนส่วนใหญ่สามารถรับมือได้ไม่ยากนัก  แต่เมื่อใดที่เรื่องราวน่าขัดใจเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นชุด   ความหงุดหงิดที่สะสมในใจก็จะผสานกันเป็นระเบิดลูกใหญ่  เมื่อถึงเวลานั้น คนที่อยู่ใกล้ต้องพากันรีบแจว  มิฉะนั้นแล้วจะพลอยถูกลูกหลงไปด้วย

 

กลไกการทำงานในใจเช่นนี้เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ และพึงระมัดระวังไม่ให้มีอิทธิพลครอบงำความเป็นไปของชีวิตโดยไม่รู้ตัว 

ลองจินตนาการถึงเช้าวันหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาด้วยความขุ่นมัว จะเป็นเพราะเข้านอนดึกเกินไป ฝันร้ายหรือนอนไม่ค่อยหลับก็ตามแต่  จากนั้นก็มีคนโทรศัพท์มารายงานว่า เรื่องที่เคยตกลงกันไว้ไม่อาจจะทำได้เสียแล้ว  ขณะที่เราพยายามจะทำใจให้ยอมรับกับเรื่องที่เกิดขึ้น ก็ต้องผจญกับสถานการณ์รถติดอย่างหนักในขณะที่ออกจากบ้าน  ครั้นพอถึงที่ทำงานปรากฏว่าเรื่องสำคัญไม่อาจดำเนินต่อไปได้ เพราะเพื่อนร่วมงานเกิดความสะเพร่าในการเตรียมอุปกรณ์ที่สำคัญไป  ส่วนลูกน้องอีกคนก็ถือวิวาสะทำอะไรบางอย่างโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า 

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากตื่นนอน  หากต้องเผชิญกับเรื่องราวมากมายเช่นนี้  คงเดาได้ไม่ยากว่าอารมณ์ภายในใจจะเป็นเช่นใด  กับดักทางความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ที่ว่า เหตุทั้งหลายดูจะมีที่มาจากความผิดพลาดของคนอื่นเป็นหลัก  เพราะหากตัวเราเองเป็นสาเหตุของปัญหา  เรามักจะหาทางให้อภัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ  ต่างจากเรื่องที่สามารถโทษคนอื่นได้ เพราะความผิดพลาดดูจะทวีขึ้นทุกขณะที่นึกถึง ยิ่งผสานกับความผิดพลาดที่บุคคลนั้นทำในอดีตด้วยแล้ว ยิ่งลุกลามใหญ่โตขึ้นทุกที 

ปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติเหล่านี้  หากเรามีเวลาที่จะตั้งสติและพิจารณาแยกแยะให้ดี  เพียงแค่รู้สึกตัวอย่างชัดเจนว่ากำลัง รู้สึกอย่างไร  ความทุรนทุรายในใจจะลดลงไปได้มาก  และหากตั้งคำถามกับตัวเองได้ว่า อะไรกันแน่ที่ทำให้เกิดความรู้สึกขุ่นมัวเหล่านั้น  คำตอบที่ได้รับจะทำให้สามารถวางใจเป็นกลางและมีท่าทีต่อสถานการณ์รอบข้างได้อย่างสมเหตุสมผลขึ้น  มิฉะนั้นแล้ว เราอาจพูดหรือทำอะไรที่ทำให้รู้สึกเสียใจในภายหลัง 

แม้จะยังไม่ใช่พระอรหันต์  แต่เราทุกคนก็มีสิทธิในการปล่อยวางความร้อนรนในจิตใจได้เท่าเทียมกัน  เมื่อใดที่เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตไม่เป็นไปดั่งใจ  เมื่อนั้นก็เป็นโอกาสในการฝืนกิเลสและฝึกฝนตนเอง  ความพยายามในเรื่องดังกล่าวนี้จัดเป็นสัมมาวายาโมหรือความพากเพียรชอบในมรรคแปดประการ  และยิ่งเราก้าวเดินไปบนเส้นทางนี้มากเพียงใด  เราย่อมค้นพบเคล็ดลับของความสุขในชีวิตมากขึ้นทุกที

 

คำอวยพรที่ดีที่สุดประการหนึ่งในทางพุทธศาสนา คือ ขอให้เจริญในมรรคแปด  และการเจริญดังกล่าวนี้เริ่มต้นด้วยการลงมือ ทำในทุกช่วงเวลาของชีวิต

เขียนแล้วใน Dhamma | 2 Comments »