The Countryside of Chithurst

Reflections of Buddhist monastic life in England

ประวัติเอกสารสำหรับ ธันวาคม, 2006

เก่าไป ใหม่มา

แสดงความเห็นโดย phrajew บน ธันวาคม 31, 2006

 

ดูเหมือนจะเป็นธรรมเนียมไปเสียแล้วที่เราจะต้องกล่าวสวัสดีปีใหม่กันในช่วงรอยต่อระหว่างปี  ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีอะไรที่จะยืนยันได้เลยว่าเป็นปีใหม่อย่างแท้จริง  นอกจากการสมมติกันขึ้นว่าวันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่เท่านั้น  และถึงจะพูดอย่างนี้ได้ก็ยังเห็นอยู่นั่นเองว่า เลข 1และเดือนมกราคมก็เป็นของสมมติอีกเช่นกัน

 

คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในวัดดูจะมีโอกาสได้เห็นเรื่องสมมตินี้ชัดเจนกว่าคนที่อยู่ทางโลก  เพราะไม่ว่าจะเป็นวันไหน วิถีชีวิตก็แทบจะไม่แตกต่างกันเลย ไม่มีการเฉลิมฉลอง ไม่มีการแจกของขวัญ และไม่มีการนัดกันมานับ count down อย่างดีก็มีคนมาวัดในช่วงเช้ามากกว่าปกติเท่านั้น 

 

อย่างไรก็ตาม โอกาสเช่นนี้ก็นับเป็นเวลาที่จะได้ตรึกตรองย้อนคิดเกี่ยวกับชีวิตที่ผ่านมา  เพราะโดยปกติคนเรามักจะวุ่นวายอยู่กับเรื่องราวเฉพาะหน้า ไม่ค่อยมีเวลาทบทวนว่าเราต้องการอะไรจากชีวิตกันแน่  ระยะเปลี่ยนผ่านของรอบปีใหม่ทำให้เราตระหนักได้ว่า เวลาเปลี่ยนแปลงไปเหมือนสายน้ำ ไม่อาจจะเรียกให้หวนคืนมาได้อีกแล้ว  และไม่ว่าจะมีทุกข์หรือมีสุข วันเวลาก็เปลี่ยนแปลงไปไม่ต่างกัน  จะช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเราต่อช่วงเวลานั้นต่างหาก

 

เวลาที่เราทำอะไรด้วยความเพลิดเพลิน วันเวลาก็ผันผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้ตัว  แต่หากเราประสบกับความยุ่งยากใจที่นั่งนับวันนับคืนให้ปัญหานั้นหายไป วันเวลาก็เหมือนจะเชื่องช้าจนแทบจะนับเป็นวินาทีได้  คนที่นั่งสมาธิบ่อย ๆ ย่อมจะตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างเวลากับความรู้สึกที่ว่านี้ได้เป็นอย่างดี

 

สิ่งหนึ่งที่คนมักจะทำกันในช่วงปีใหม่ คือ การนึกทบทวนว่ามีข้อบกพร่องประการใดบ้างที่ต้องการจะปรับปรุงให้ดีขึ้น  หรือมีคุณธรรมในเรื่องใดที่ตั้งใจจะปฏิบัติเป็นพิเศษ  แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วอาจจะทำไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง  แต่อย่างน้อยก็เป็นเครื่องเตือนใจให้สามารถตั้งสติได้ดีขึ้น

 

สมัยที่เรียนมหาวิทยาลัย เคยตั้งใจว่าจะไม่พูดถึงคนอื่นในแง่ลบโดยไม่จำเป็น  จำไม่ได้เสียแล้วว่าทำได้ตลอดทั้งปีหรือเปล่า แต่เมื่อมองย้อนกลับไปแล้วคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะในปีนั้นได้สำรวมวาจามากกว่าปกติ จะพูดถึงคนอื่นครั้งใดก็มีสติยั้งคิดขึ้นมาได้  หรืออีกปีหนึ่งที่เคยอธิษฐานว่า จะไม่รับอะไรที่เกินกว่าการกระทำของตนเอง เป็นต้นว่า หากไม่ได้ช่วยงานในกิจกรรมใดก็จะไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงในกิจกรรมนั้น แม้ว่าจะได้รับเชิญก็ตามที  คิดว่าประสบการณ์ที่ได้รับในปีนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้สร้างความยินดีพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ในรูปแบบพระได้มากขึ้น 

 

เรื่องการบ่มเพาะคุณธรรมนั้น ไม่ต่างจากการเพาะต้นไม้  แรกทีเดียวก็เป็นเพียงเมล็ดขนาดจิ๋ว แต่เมื่อได้รับเหตุปัจจัยอันดีงามจากความชุ่มชื้นและดินฟ้าอากาศที่เอื้ออำนวยแล้ว เมล็ดอันน้อยนิดก็เติบโตขึ้นเป็นไม้ใหญ่ได้  หากเรามุ่งทำความดีโดยคาดหวังผลตอบแทนแล้ว บ่อยครั้งที่จะพบด้วยความประหลาดใจว่าต้นไม้ที่ปลูกไว้โตเร็วกว่าที่คิด และบางคราวก็ออกดอกออกผลโดยไม่ทันรู้สึกตัว

 

ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า ที่วัดป่าจิตวิเวกมีธรรมเนียมให้ญาติโยมมาร่วมนั่งสมาธิและฟังธรรมจนถึงเที่ยงคืน  จากนั้นจะมีการแจกกระดาษให้เขียนสิ่งที่ต้องการจะปล่อยวางหรือละทิ้งไปพร้อมกับปีเก่าเพื่อนำไปเผาร่วมกัน หลังจากเดินเวียนรอบพระสถูปครบสามรอบแล้ว  ได้ยินมาว่าที่วัดรัตนคีรีมีพิเศษขึ้นไปอีกด้วยการให้เขียนสิ่งที่มุ่งหวังจะให้เกิดขึ้นในปีใหม่ใส่ลงไปในถาดใบใหญ่เพื่อนำไปวางไว้หน้าพระพุทธรูปเป็นการบูชา  นับว่าเป็นธรรมเนียมที่เข้ากับวิธีคิดแบบตะวันตกได้อีกอย่างหนึ่ง

 

ในการปฏิบัติธรรมที่เคยเข้าร่วมในเชียงใหม่  เมื่อสิ้นสุดการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด (แต่ไม่เคร่งเครียด) ราวเจ็ดวันแล้ว ท่านอาจารย์ให้ทำคล้าย ๆ กับที่เล่าให้ฟังนี้  แต่แทนที่จะเผากระดาษก็ใส่ลงในตะกร้าใบเล็กที่แขวนไว้กับโคมลอย  พอทุกอย่างได้ที่ก็ปล่อยโคมนั้นให้หลุดลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อม ๆ กับข้อเสียต่าง ๆ ที่เราต้องการสละทิ้งด้วย  เป็นกิจกรรมที่หลายคนชื่นชอบเป็นพิเศษ

 

แม้ว่าจะไม่มีโคมให้ลอยไปบนฟ้า และไม่มีพิธีให้ร่วมกันเผากระดาษต่อหน้าพระสถูปเจดีย์  แต่หากได้นึกทบทวนดูว่า มีอะไรที่เราอยากสละหรือปล่อยวางลงไปบ้างในอนาคตที่จะมาถึงนี้  และมีคุณธรรมใดบ้างที่เราต้องการจะสั่งสมให้เพิ่มพูนยิ่ง ๆ ขึ้นไป  ก็นับว่าเป็นการกระทำที่เหมาะแก่วาระเช่นนี้เป็นอย่างยิ่ง

 

มิฉะนั้นแล้ว  โอกาสที่เราจะเพลิดเพลินไปกับเรื่องสมมติทั้งหลายจนไม่รู้สึกตัวก็เกิดขึ้นได้มาก  ครั้นเมื่อรู้สึกตัวก็อาจพบว่ากำลังแหวกว่ายอยู่ในความทุกข์เสียแล้ว 

 

เขียนแล้วใน Cutural reflections, Dhamma, Life in general | Leave a Comment »

ปีแห่งการเดินทาง

แสดงความเห็นโดย phrajew บน ธันวาคม 30, 2006

 

ตั้งแต่เริ่มเขียนลงบล็อกเป็นต้นมา ไม่ค่อยได้ใช้พื้นที่นี้ในการบอกข่าวสารความคืบหน้าของชีวิตเท่าไรนัก  ทั้ง ๆ ที่เป็นจุดมุ่งหมายประการหนึ่งในการเขียนบล็อก เพราะจะได้ไม่ต้องเขียนจดหมายหรืออีเมล์ถึงใครต่อใครจำนวนมาก ในครั้งนี้จึงจะขอเล่าเรื่องส่วนตัวสำหรับญาติมิตรที่อาจจะแวะมาอ่านตามที่ได้ตั้งเจตนาเอาไว้แต่ต้น

 

ปีที่กำลังจะมาถึงนี้คิดว่าจะเป็นปีที่ต้องเดินทางมากที่สุดในชีวิต  เพราะระหว่างการเดินทางกลับเมืองไทย ได้รับความกรุณาจากหลายฝ่ายให้แวะที่อเมริกา และยังอาจจะต้องเดินทางต่อไปอีกหลายแห่ง  

 

พระอาจารย์ชาวอเมริกันที่คุ้นเคยกันรูปหนึ่งเสนอให้ไปพักที่บ้านในบอสตัน  ครอบครัวของท่านสนใจการปฏิบัติธรรมก่อนที่ท่านจะบวชเสียอีกจึงยินดีที่จะได้รับรองพระ  และจากบอสตันสามารถเดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติธรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดในอเมริกา คือ Insight Meditation Society (IMS) ได้  นับว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

 

ก่อนหน้านี้ได้รับการติดต่อจากวัดป่าภาวนา ซึ่งมีท่านเจ้าอาวาสเป็นพระอาจารย์ชาวศรีลังกาที่มีชื่อเสียงมากในอเมริกา  ทางวัดต้องการพระไทยไปร่วมจำพรรษาเพื่อสืบสานธรรมเนียมและการรักษาพระวินัยอย่างเคร่งครัด ดังที่มีพระไทยที่รู้จักกันรูปหนึ่งได้ไปริเริ่มงานไว้อย่างดียิ่ง  เพราะจากที่ไม่เคยมีธรรมเนียมการเดินบิณฑบาตเลย ท่านก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นเป็นกิจวัตรไว้ และพระที่นั่นสามารถงดการจับจ่ายเงินด้วยตนเองและงดขับรถได้ในที่สุด  นับเป็นนิมิตหมายที่ดียิ่งสำหรับความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม

 

อย่างไรก็ตาม คิดว่าไม่สามารถรับนิมนต์ที่จะไปอยู่จำพรรษาที่วัดแห่งนี้ในปีหน้าได้  เพราะนอกจากจะไม่มีความสามารถอธิบายเรื่องพระวินัยได้ดีถึงเพียงนั้นแล้ว ยังมีภาระที่ต้องกลับมาทำที่เมืองไทยอีกด้วย  หากเป็นไปได้ก็คิดว่าอยากจะไปเยี่ยมวัดดังกล่าวซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงวอชิงตัน ดีซี เช่นกัน เพราะได้ยินมาว่าเป็นศูนย์กลางในการสื่อสารธรรมะที่มีคนรู้จักกันไม่น้อยเลย 

ถัดจากนั้น คิดว่าจะข้ามฝั่งประเทศอเมริกาไปยังด้านตะวันออก เพราะวัดอภัยคีรีซึ่งเป็นวัดสาขาอีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ที่ซานฟรานซิสโก  ที่วัดแห่งนี้มีเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยคนหนึ่งเป็นโยมที่มาร่วมทำบุญและปฏิบัติธรรมเป็นประจำ  เพื่อนคนนี้แจ้งมาว่ายินดีที่จะรับรองและให้ความช่วยเหลือทุกประการระหว่างที่เดินทางไปเยี่ยม  นอกจากนี้ยังมีเหตุบังเอิญด้วยว่า เพื่อนคนหนึ่งที่เคยบวชภาคฤดูร้อนอยู่วัดภูถ้ำช้าง จ.มุกดาหารในรุ่นเดียวกัน ได้เดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ในแคลิฟอร์เนียหลายปีแล้ว จึงประจวบเหมาะกับการเดินทางพอดี

 

 

นอกจากนี้แล้ว ในช่วงเทศกาลวิสาขบูชา ได้รับนิมนต์ให้ไปช่วยงานที่วัดธรรมปาลาในสวิตเซอร์แลนด์ด้วย  พระอาจารย์ชาวสวีเดนซึ่งอยู่ที่นั่นเป็นผู้จัดการให้ไปเพราะเห็นว่าจะมีคนไทยจำนวนมากที่มาร่วมงานทุกปี  คิดว่าจะใช้เวลาอยู่ในดินแดนแห่งเทือกเขาแอลป์ประมาณหนึ่งสัปดาห์  เหตุที่อยู่ได้ไม่นานเพราะวางแผนไว้นานแล้วว่าจะเดินธุดงค์ในอังกฤษสักครั้งก่อนเดินทางกลับเมืองไทย

 

ในบรรดาการเดินทางทั้งหมด ให้ความสำคัญกับการธุดงค์มากกว่าอย่างอื่น  เพราะคิดว่าจะเป็นประสบการณ์ที่น่าภาคภูมิใจอีกอย่างหนึ่งที่สามารถเอาชีวิตรอดจากการจาริกแสวงบุญในดินแดนที่ไม่ใช่เมืองพุทธได้  เท่าที่มีพระและแม่ชีฝรั่งออกธุดงค์ ก็มักจะได้รับอาหารจากการบิณฑบาตพอสมควร  แต่เรื่องธุดงค์นี้เป็นเหมือนการผจญภัยนี้ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และหากมีพระหน้าตาเป็นชาวเอเชียออกไปธุดงค์จะเป็นอย่างไร  ทำให้ดูน่าตื่นเต้นกว่าการเดินทางอย่างอื่น

หลังจากนั้นแล้ว ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เหลืออยู่ในอังกฤษราว ๆ ปลายเดือนพฤษภาคม  อาจจะมีคนพาไปเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ บ้างเล็กน้อย  เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่  ยังไม่เคยออกไปที่ไหนเลย หากไม่นับการไปเยี่ยมวัดสาขาและการรับนิมนต์ไปข้างนอกอีกสองสามครั้ง โดยส่วนตัวแล้วอยากไปเดินดูพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจ 

แรกทีเดียว คิดว่าการเดินทางทั้งหมดคงจะยุติเพียงเท่านี้  แต่บังเอิญว่าในระหว่างการพบปะสนทนากับโยมคนไทยที่กำลังจะเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านที่เชียงใหม่  พระอาจารย์รูปหนึ่งซึ่งร่วมอยู่ในวงสนทนาด้วยก็เล่าว่า ท่านเคยเดินทางจากเมืองไทยแล้วแวะวัดสาขาในที่ต่าง ๆ ทั้งออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอเมริกา ก่อนที่จะมาจำพรรษาในอังกฤษ นับเป็นการเดินทางที่เป็นประโยชน์มาก  โยมท่านนั้นที่ได้ฟังแล้วก็ถามขึ้นว่าสนใจที่จะทำอย่างนั้นบ้างไหม เธอยินดีที่จะสนับสนุนค่าเดินทางให้ทั้งหมด

 

จะเห็นได้ว่า ความสนับสนุนดังกล่าวนี้เกิดจากความบังเอิญโดยแท้ เช่นเดียวกับความสนับสนุนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางมาประเทศอังกฤษซึ่งเกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้ออกปากบอกใครเลย  จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่ความคิดริเริ่มของตนเองเสียด้วยซ้ำ  น่าอัศจรรย์ใจในบารมีของพระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากไม่มีองค์ท่านเหล่านั้นแล้ว ไหนเลยจะมีผู้ให้ความศรัทธาต่อพระภิกษุในพระพุทธศาสนาถึงเพียงนี้ 

แม้ว่าการเดินทางเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรหรือเครือข่ายใด ๆ  แต่หากมองอีกแง่หนึ่งก็เป็นเรื่องของส่วนรวมเช่นกัน  เพราะเจตนาของผู้ให้ความสนับสนุนทุกคนคงไม่ได้เน้นที่ตัวบุคคลในฐานะที่รู้จักหรือชื่นชมกันเป็นพิเศษ  แต่เป็นการสนับสนุนให้พระภิกษุรูปหนึ่งได้มีโอกาสที่จะขยายขอบเขตความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและชีวิต เพื่อที่จะได้ทำประโยชน์ต่อพระศาสนาได้มากขึ้นในกาลอนาคต

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคลก็กลายเป็นเรื่องของส่วนรวมไป  และการกระทำที่ดูเหมือนเป็นไปเพื่อตัวเองก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการกระทำเพื่อผู้อื่นด้วย  เท่าที่ศึกษามา เห็นจะมีแต่พระพุทธศาสนาเท่านั้นที่ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงแห่งประโยชน์ดังกล่าวนี้ได้ชัดเจนอย่างนี้

 

เท่าที่เล่ามาคงพอจะเห็นได้ว่า ปีหน้าคงไม่ใช่เวลาของการอยู่นิ่ง ๆ ตามลำพังอย่างที่เคยเป็นมา  เพียงแค่นึกว่าจะต้องเตรียมตัวเดินทางและเตรียมเรื่องเอกสารต่าง ๆ แล้ว ชักจะเริ่มนับวันให้ถึงช่วงพรรษาหน้าโดยไว เพราะถึงแม้การเดินทางจะน่าตื่นเต้นและเป็นประสบการณ์ที่ดีเพียงใด  มักจะรู้สึกยินดีพอใจกับการอยู่กับวัดมากกว่าเสมอ

 

เขียนแล้วใน Life in general | Leave a Comment »

ต้มยำคริสต์มาส

แสดงความเห็นโดย phrajew บน ธันวาคม 26, 2006

 

ได้ยินมาว่าคริสต์มาสของที่วัดปีนี้อบอุ่นกว่าทุกปี  เพราะนอกจากอากาศจะไม่หนาวอย่างที่ใคร ๆ คาดไว้แล้ว ยังมีกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ในชุมชน ทั้งเด็กกับผู้ใหญ่ และทั้งพระกับแม่ชีอีกด้วย

บ่ายวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันคริสต์มาสอีฟนั้น  ที่วัดมีกิจกรรมสำหรับเด็ก คนที่มีลูกหลานตัวเล็กต่างพากันมาที่วัดหลายครอบครัว  ห้องโถงใหญ่สำหรับรับแขกของที่วัดได้รับการตกแต่งให้เข้ากับบรรยากาศด้วยต้นสน (ปลอม) ที่ระโยงระยางไปด้วยไฟกระพริบและเครื่องประดับหลากสี 

เด็ก ๆ ที่มาถึงช่วยกันจัดถาดบูชาพระด้วยผักและของแห้งนานาชนิดให้เป็นรูปต่าง ๆ ตามใจชอบ  บางส่วนช่วยกันตกแต่งใบไม้และกิ่งฮอลลี่ให้เป็นพวงกลมเพื่อใช้แขวนประดับตามบ้าน  หลังจากนั้นเด็ก ๆ นั่งล้อมวงกันฟังนิทานจากสามเณรซึ่งเป็นอดีตศิลปินนักวาดภาพ  เสียงหัวเราะจากการเลียนเสียงสัตว์ในนิทานทำให้บรรยากาศในวัดดูคึกคักต่างไปจากวันปกติ

ภายหลังจากนิทาน พระและแม่ชีนำเด็ก ๆ เดินวนรอบพระสถูปและหว่านโปรยของในถาดที่จัดไว้ให้บรรดากระต่ายและสัตว์ทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น  จากนั้นก็เป็นงานเลี้ยงขนม (สำหรับเด็ก) และน้ำชา (สำหรับผู้ใหญ่)  กิจกรรมในวันนั้นยุติลงด้วยการสวดพระปริตรเพื่อเป็นการอวยชัยให้พรแก่ผู้ที่เข้าร่วมงานเลี้ยง (เนื่องในเทศกาลคริสต์มาส!!!)

 

เช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันคริสต์มาสของจริง พระเณรและผ้าขาวทั้งวัดได้รับนิมนต์ให้ไปฉันเช้าที่กระท่อมหลังใหญ่ของแม่ชี  ตามปกติแล้วบริเวณที่พักของแม่ชีนั้นเป็นเขตหวงห้ามของฝ่ายชาย  หากไม่มีเหตุจำเป็นจริง ๆ ก็ไม่มีใครมีโอกาสย่างกรายเข้าไปได้  ครั้งนี้จึงถือว่าเป็นกรณีพิเศษกว่าวันอื่น ๆ

กระท่อมหลังที่ว่านี้มีอายุกว่าสี่ร้อยปีและตั้งอยู่ระหว่างทางเดินไปบ้านหลังใหญ่และเขตที่พักเดิมของแม่ชีพอดี คณะสงฆ์จึงตัดสินใจซื้อเมื่อปีก่อนหน้านี้เพื่อขยับขยายให้เป็นที่พักสำหรับนักปฏิบัติธรรมฝ่ายหญิงที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ   ทำให้ปีนี้เป็นปีแรกที่คณะแม่ชีมีห้องหับกว้างขวางพอที่จะนิมนต์พระเณรราวสิบกว่ารูปมาร่วมฉันเช้าได้

ญาติโยมที่รู้ข่าวงานเลี้ยงต่างพากันหาของขวัญมาให้เพื่อการนี้เป็นพิเศษ  แทนที่อาหารเช้าจะเป็นข้าวโอ๊ตต้ม (porridge) และน้ำชาตามปกติ ก็มีครัวซองต์ มิ้นซ์พาย และกาแฟอิตาเลียนมาเพิ่มเติม จะเรียกว่ามื้อใหญ่ก็คงพอได้  แต่จะให้มีอาหารหนักอย่างมื้อปกติเสียเลยก็คงจะผิดธรรมเนียมวัดป่าไปหน่อย  ความรู้สึกจึงค่อนข้างก้ำกึ่งว่าเป็นมื้อไหนกันแน่ 

บรรยากาศที่ดูจะครื้นเครงกว่าปกติเห็นจะเป็นช่วงการมอบของขวัญสำหรับแม่ชี เพราะเป็นที่รู้กันว่าแม่ชีรูปหนึ่งพยายามขอใช้เลื่อยวงเดือนสำหรับตัดไม้ท่อนใหญ่ ๆ มาหลายครั้งแล้ว  แต่ฝ่ายพระที่รับผิดชอบเครื่องมือนี้ปฏิเสธไปโดยอ้างเรื่องความปลอดภัย  เมื่อถึงวันคริสต์มาสอย่างนี้ จึงมีผู้คบคิดกันหยิบยืมเลื่อยไฟฟ้าชนิดที่เป็นของเล่นสำหรับเด็กแต่ดูเหมือนจริงมาห่อเป็นของขวัญ

คงพอจะนึกออกว่า การแกะห่อของขวัญนั้นจะเรียกเสียงหัวเราะได้มากเพียงใด  โดยเฉพาะเมื่อเลื่อยของเล่นที่ว่านี้ถูกบรรจุในกล่องขนาดใหญ่ที่มีรูปเลื่อยของจริงอยู่ด้านข้าง  และยังสามารถกดปุ่มให้หมุนได้เหมือนของจริงเกือบทุกประการ 

ภายหลังงานเลี้ยงอาหารเช้า  บรรยากาศภายในวัดก็กลับมาสงบเงียบเช่นเดิม  พระและแม่ชีต่างยังคงอยู่ในแถวที่แยกห่างจากกันในขณะฉันเพลและไม่มีการพูดคุยกันโดยไม่จำเป็น  ในสังคมที่มีความสัมพันธ์อย่างค่อนข้างเป็นทางการเช่นนี้  การพบปะและพูดคุยอย่างเป็นกันเองในบางโอกาสอาจเป็นสิ่งจำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันฉันท์มิตร 

เทศกาลคริสต์มาสซึ่งเป็นเรื่องของชาวคริสต์ จึงกลายเป็นวาระโอกาสของการผสมผสานความเชื่อและความแตกต่างให้เป็นประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันของชุมชนชาวพุทธภายใต้วัฒนธรรมตะวันตกได้อย่างน่าประหลาดใจ  แม้กลิ่นอายและสีสันอาจจะยังไม่ลงตัวนัก แต่จุดมุ่งหมายก็ยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เขียนแล้วใน Cutural reflections, Life in general | Leave a Comment »