The Countryside of Chithurst

Reflections of Buddhist monastic life in England

ประวัติเอกสารสำหรับ มกราคม, 2007

ขนฟืนมาใส่ไฟ

แสดงความเห็นโดย phrajew บน มกราคม 26, 2007

 

คนที่อยู่เมืองหนาวย่อมรู้ดีว่าระบบการสร้างความร้อนภายในบ้านเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง  เท่าที่ได้เห็นในอังกฤษ ส่วนใหญ่จะเป็นระบบการไหลเวียนท่อน้ำร้อนไปตามห้องต่าง ๆ โดยแต่ละห้องจะมีแผงกระจายความร้อนที่มีท่อขดเวียนอยู่ภายในแผงและมีก๊อกหมุนเพื่อควบคุมการไหลของน้ำร้อนดังกล่าว 

 

แน่นอนว่าการไหลเวียนของน้ำร้อนจะต้องมีเครื่องสูบน้ำที่ใช้ระบบไฟฟ้า  และการต้มน้ำให้ร้อนจัดก็ต้องมีระบบแยกอีกต่างหาก  บางบ้านก็ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง บางบ้านก็ใช้ก๊าซหุงต้ม  แต่สำหรับที่วัดซึ่งเป็นบ้านขนาดใหญ่มาก ต้องใช้ระบบทำความร้อนด้วยฟืน

 

ฟังแล้วดูจะสมกับที่เป็นวัดป่าในเขตชนบทของอังกฤษ  แต่ถ้าใครมีโอกาสได้เห็นเจ้า boiler หรือเครื่องต้มน้ำขนาดมหึมานั้นแล้วจะรู้ได้ว่าไม่ธรรมดาเลย  ถึงจะใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงหลัก แต่ก็หาได้เป็นฟืนท่อนเล็กท่อนน้อยที่เที่ยวเก็บได้ตามป่าไม่  เราต้องใช้ฟืนไม้โอ๊คขนาดเท่าขาสองข้างรวมกัน (ขาเดียวยังเล็กเกินไป)  นอกจากนั้นแล้วยังมีระบบควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์อีกด้วย  หากน้ำร้อนภายในบ้านมีอุณหภูมิลดลง ภายในเครื่องก็จะมีระบบพัดลมเพื่อเร่งความร้อนให้มากขึ้น  หรือมีระบบตัดการทำงานเมื่อได้อุณหภูมิตามที่ต้องการ

 

ในวันที่หนาวจัด ก็จะต้องมีคนมาดูแลติดไฟทั้งเช้าและเย็น  โดยตรวจดูจากมาตรวัดอุณหภูมิของน้ำร้อนภายในท่อว่าอยู่ในระดับที่พอเหมาะหรือไม่  ฟังจากคำอธิบายของเพื่อนที่รับผิดชอบหน้าที่นี้แล้วดูซับซ้อนไม่น้อยเลย

 

ดูจากระบบการทำงานดังที่ว่าแล้ว คงเดาได้ไม่ยากว่าราคาของเครื่องต้มน้ำร้อนที่ว่าก็คงไม่ธรรมดาตามไปด้วย  เพื่อนคนเดิมบอกว่า เครื่องดังกล่าวผลิตในประเทศออสเตรเลียและมีมูลค่าถึง 40,000 กว่าปอนด์ (ราวสามล้านบาท)  แต่ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับระบบทำความร้อนได้ในราวปีละห้าพันปอนด์  แถมรัฐบาลยังช่วยออกเงินให้อีก 10,000 ปอนด์ด้วย เพราะถือว่าเป็นโครงการประหยัดพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม  คำนวณคร่าว ๆ แล้ว ภายในระยะเวลาหกปีก็อยู่ในภาวะคุ้มทุน  (แต่ไม่ได้ถามต่อว่า ถ้าเกิดเครื่องที่ว่านี้เสียขึ้นมา  จะยังถือว่าคุ้มทุนอีกหรือไม่)

 

เมื่อเป็นฉะนี้แล้ว  งานหลักของบรรดาพระเณรและผ้าขาวในช่วงสามสี่เดือนก่อนฤดูหนาวคือ การตัดฟืน  ผ้าขาวคนหนึ่งเป็นผู้ชำนาญการเรื่องเลื่อยไฟฟ้า จึงต้องรับหน้าที่ตัดฟืนที่กองสูงเท่ากับภูเขาขนาดย่อม ๆ ให้เป็นท่อน  คนที่แข็งแรงหน่อยก็ทำหน้าผ่าฟืน  ส่วนที่เหลือก็ช่วยกันขนไปเรียงไว้ในโรงเก็บ  ฟังดูหน้าที่แล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนตัวเล็ก ๆ จะถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่อะไร

 

ถึงแม้ว่าที่วัดจะมีป่าผืนใหญ่ที่มีต้นเชสต์นัตซึ่งเป็นไม้โตเร็วทำนองเดียวกับต้นยูคาลิปตัสขึ้นเต็มไปหมด แต่ก็ต้องมีการวางแผนจัดการให้ดี จึงจะสามารถตอบสนองกับความจำเป็นเรื่องฟืนภายในวัดได้  เหตุที่ต้องวางแผนล่วงหน้า เพราะกว่าต้นเชสต์นัสที่ตัดจะแห้งสนิทจนใช้การได้ ก็ต้องใช้เวลากองทิ้งไว้กว่าสองปี  อย่างที่เป็นอยู่ในปีนี้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ทำให้ต้องสั่งซื้อฟืนเพิ่มถึงสองคันรถสิบล้อ หมดเงินไปราว 800 ปอนด์ แต่คาดว่าอีกสองสามปีข้างหน้าจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเรื่องนี้อีก   

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องระบุตัวเลขในแต่ละรายการด้วย  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการบันทึกเก็บเอาไว้ว่า การบริหารวัดป่าในอังกฤษจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้าง  แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นด้วยความตกใจในตัวเลขที่ได้ยินได้ฟังมา  หากเอามาตรฐานของวัดป่าขนาดเล็กในเมืองไทยเป็นตัวตั้ง  แต่ละปีแทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น เว้นแต่จะมีการก่อสร้างกุฏิหรือศาลาซึ่งถือเป็นกรณีพิเศษ ปริมาณค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนของวัดในอังกฤษสามารถใช้ในวัดเล็ก ๆ ที่เคยอยู่ได้มากกว่าสิบปี  เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วก็อดนึกไม่ได้ว่า  พระในเมืองไทยยังมีวาสนาดีกว่าพระในอังกฤษเยอะ 

ในบรรดาระบบทำความร้อนทั้งหมดที่ได้เห็นมา  ที่ประทับใจที่สุดคงจะเป็นเตาผิงแบบโบราณในกระท่อมที่มีอายุกว่าสี่ร้อยปี  เตาแบบที่ว่านี้ต้องสร้างควบคู่กับปล่องไฟที่สูงลิ่วขึ้นไปเหนือหลังคา  มีคนเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนมีตะขอแขวนลงมาจากปล่องไฟ ใช้แขวนหม้อเพื่อปรุงอาหารได้   

นึกภาพคนอังกฤษเมื่อหลายร้อยปีก่อน ชีวิตในหน้าหนาวคงลำเค็ญไม่ใช่น้อย  ความยากลำบากในชีวิตนี้เองที่เป็นแรงผลักดันเกิดความอุตสาหะที่จะเอาชนะธรรมชาติ  ส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมดังที่เราเห็นกันอยู่   

เขียนแล้วใน Life in general | 2 Comments »

อิสรภาพภายในกรอบ

แสดงความเห็นโดย phrajew บน มกราคม 19, 2007

 

อุปนิสัยอย่างหนึ่งที่คิดว่าเหมาะสมกับการบวชเป็นพระอย่างยิ่ง คือ การไม่มีวินัยในตัวเอง  เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ล้วนแต่ต้องอาศัยการบีบบังคับจากสถานการณ์ จึงจะทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้  และไม่ค่อยมีความสามารถในการบังคับตัวเองให้ทำในสิ่งที่ควรจะทำได้มากนัก  สภาวะของการงานที่คั่งค้างจึงดูเป็นเรื่องปกติของชีวิตจนนึกไม่ออกว่ามีช่วงไหนบ้างที่สามารถชำระสะสางงานให้เสร็จล่วงหน้า

 

นิสัยเช่นนี้จึงเหมาะกับการมีกรอบบังคับ  และต้องอาศัยสภาพแวดล้อมภายนอกที่เอื้ออำนวยต่อการฝืนใจตนเองให้ดำเนินชีวิตไปบนเส้นทางที่ถูกต้องดีงาม  วิถีชีวิตพระนั้นมีอะไรหลายอย่างที่ไม่อาจทำตามใจตัวเองได้  เป็นต้นว่า คงไม่มีใครอยากตื่นขึ้นมาแต่เช้ามืดทุกวันเพื่อสวดมนต์นั่งสมาธิ  ถ้าเลือกได้ใคร ๆ ก็คงอยากจะนอนต่อให้สบายมากกว่า  หรือโดยปกติ คนทั่วไปก็ต้องเลือกอาหารตามใจชอบ และคงไม่มีใครพอใจกับการไร้สิทธิที่จะเลือก เป็นต้น 

หลายคนอาจจะมองว่ากรอบและข้อจำกัดทำให้ชีวิตขาดอิสระ  แต่ตนเองกลับเห็นตรงกันข้าม เพราะรู้สึกสบายที่จะใช้ชีวิตอยู่ภายในกรอบมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่วางใจได้ว่ากรอบแห่งพระวินัยที่มีอยู่นี้เป็นไปเพื่อความถูกต้องดีงาม  การไม่มีสิทธิที่จะเลือกก็กลายเป็นว่า ไม่ต้องเสียเวลาวุ่นวายกับการคิดเปรียบเทียบว่าอันไหนจะดีกว่ากัน  ทำให้ชีวิตสะดวกและง่ายดายกว่ากันมากนัก

 

คนจำนวนมากไม่เคยสังเกตเห็นว่า ในแต่ละวัน มีเรื่องราวต้องตัดสินใจมากน้อยเพียงใด  เพียงแต่จะเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับแต่ละวัน ก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับใครหลายคน  ไม่นับเรื่องอื่น ๆ ที่อาจจะต้องคิดว่า จะเดินทางด้วยวิธีไหนถึงจะดีที่สุด  ถ้าขับรถไปจะไปทางไหนดีและจะหาที่จอดรถได้ตรงไหนบ้าง  เมื่อถึงเวลาอาหารในแต่ละมื้อก็ต้องคิดและตัดสินใจว่า จะไปที่ไหนและจะกินอะไรดี  ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมเกี่ยวกับการทำงาน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่มีเรื่องจุกจิกให้ตัดสินใจอีกมาก

 

ปัญหาของคนที่มีทางเลือกนั้นอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรจะเลือกให้ดีที่สุด  ยิ่งมีทางให้เลือกมากก็ดูเหมือนจะมีอิสระในการเลือกมากเท่านั้น  อิสรภาพเช่นนี้บางทีก็เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้นเอง  เพราะเมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ไม่ได้แตกต่างกันมากมายนัก  และไม่ได้มีสาระสำคัญในการเลือกสักเท่าไร 

 

คนรู้จักบางคนพิถีพิถันกับการเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือ ดูแล้วดูอีก และหาข้อมูลมากมายเพื่อประกอบการตัดสินใจ  แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ได้โทรศัพท์รุ่นล่าสุดที่มีอะไรหลายอย่างที่ยังนึกไม่ออกว่า จะมีความจำเป็นต้องใช้ในตอนไหนบ้าง  หรือบางคนเลือกซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่  ก็ต้องเปรียบเทียบข้อมูลของรุ่นและยี่ห้อต่าง ๆ ที่มีให้เลือกมากมายจนแทบไม่มีขอบขีดจำกัด แต่เมื่อซื้อมาแล้วก็ใช้งานไม่ต่างอะไรกับเครื่องพิมพ์ดีดสักเท่าไหร่ 

น้อยคนนักที่จะตั้งคำถามกับตนเองว่า แท้จริงแล้ว ตัวเลือกเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพในการใช้ชีวิตมากน้อยเพียงใด  หลายครั้งที่เลือกไปแล้วก็ยังอดรู้สึกลึก ๆ ในใจไม่ได้ว่า อาจจะมีตัวเลือกที่ดีกว่านี้อยู่ที่ไหนสักแห่ง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุสิ่งของต่าง ๆ อุปกรณ์เครื่องใช้ สัตว์เลี้ยง การพักผ่อนหย่อนใจ การเรียนการทำงาน หรือ แม้กระทั่งในเรื่องของคู่ครอง  ความพึงพอใจในการได้เลือกจึงไม่มีวันสิ้นสุดในตัวเอง 

การมีจุดมุ่งหมายของชีวิตและมีกรอบคิดที่ชัดเจนทำให้ชีวิตเรียบง่ายขึ้น  การมีอิสรภาพโดยไร้ขอบเขตนั้นดูเหมือนจะดี  เพราะคนเราย่อมเลือกเอาแต่สิ่งที่ดีให้กับตัวเองเสมอ  แต่ในระยะยาวแล้วมักจะกลายเป็นท่าดีทีเหลวเสียมากกว่า  มนุษย์ปุถุชนที่ยังมีกิเลสตัณหาถือได้ว่ายังไม่สามารถพึ่งพิงตัวเองได้อย่างแท้จริง  การตัดสินใจแต่ละครั้งจึงมักจะเป็นไปด้วยความชอบความชังส่วนตัว มากกว่าจะเป็นการใช้ปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบ  ทำให้การเลือกของคนส่วนใหญ่มักจะตามมาด้วยปัญหายุ่งยากกว่าที่คิดเอาไว้

 

อิสรภาพที่แท้จริงจึงเป็นเรื่องที่พ้นไปจากโลกทางกายภาพ  การอยู่ภายใต้กรอบจำกัดต่าง ๆ หรือได้รับความยากลำบากทางกาย แต่สามารถทำใจให้เป็นสุขได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมภายนอกมากนัก ถือเป็นอิสรภาพทางใจที่เกิดจากปัญญา  และต้องอาศัยการฝึกหัดขัดเกลาตัวเองไม่น้อย จึงจะสามารถเข้าถึงอิสรภาพดังที่ว่านี้ได้ 

ต่อให้ความจริงจะเป็นไปดังที่ว่านี้ ก็ยังเชื่อว่า มีน้อยคนที่จะชอบการอยู่ภายใต้กรอบจำกัด  ความขัดแย้งภายในใจของมนุษย์จึงเป็นเรื่องราวที่ไม่สิ้นสุดอยู่นั่นเอง

เขียนแล้วใน Dhamma | 1 ความคิดเห็น »

คณะ (ไม่) ประสานเสียง

แสดงความเห็นโดย phrajew บน มกราคม 12, 2007

 

คนส่วนใหญ่ที่มาวัดป่าในยามพิธีกาลมักจะชื่นชมกับการสวดมนต์แปลเป็นอย่างยิ่ง  เพราะเนื้อหาของบทสวดไพเราะและมีความหมายลึกซึ้ง  ยิ่งเวลาที่คนจำนวนมากสวดอย่างพร้อมเพรียงกัน เสียงจะดังกระหึ่ม ฟังดูจับใจยิ่งนัก  แต่ใครเลยจะรู้ว่า ในยามที่พระสวดกันเองไม่กี่รูปนั้น จะฟังดูทุลักทุเลเพียงใด

 

ครั้งหนึ่งเคยจำพรรษาอยู่ในวัดที่มีพระเพียงสี่ห้ารูป  ต่างองค์ต่างมีเสียงไปกันคนละคีย์ พระใหม่รูปหนึ่งเสียงสูงกว่าเพื่อน แถมยังสวดเสียงดังด้วย  คณะสวดมนต์จึงสับสนอลหม่านไม่รู้จะตามใครดี  หลังจากที่ทนสวดกันได้ไม่ถึงสัปดาห์ ท่านอาจารย์ก็แก้ปัญหานี้โดยการให้ผลัดกันเป็นผู้นำคนละวัน

 

คราวนี้แต่ละคนได้ตระหนักว่าผู้นำสวดจะต้องลำบากเพียงใดในการประคับประคองบทสวด    เสียงสวดมนต์จึงค่อย ๆ ปรับให้เข้ากันมากขึ้น  เรียกว่าสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องเรียนรู้ไปโดยปริยาย 

สำหรับตัวเองนั้นค่อนข้างโชคดีที่โทนเสียงอยู่ในระดับกลาง ๆ สามารถปรับให้เข้ากับใครก็ได้  ไม่ค่อยมีปัญหาในการปรับเสียงตามผู้นำ  ไม่ว่าผู้นำจะสวดเร็วหรือช้า จะสวดด้วยสำเนียงญี่ปุ่น ไทย อีสานหรือ ฝรั่ง ก็มักจะปรับสำเนียงให้กลมกลืนได้ทั้งหมด หรือเวลาที่ต้องนำสวดด้วยตนเอง  คนส่วนใหญ่ก็มักจะสวดตามไปได้ เพราะจะคอยเงี่ยหูฟังแล้วปรับเสียงให้คล้อยตามเสียงส่วนใหญ่ 

 

ฟังดูเหมือนจะไม่ยากอะไรนัก  แต่เชื่อหรือไม่ว่า มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่(อาจจะ)ทำไม่ได้  การสวดมนต์ในวัดป่าจึงเหมือนการผจญภัยอย่างหนึ่งของชีวิต  เพราะบางครั้งไม่อาจรู้เลยว่าจะต้องประสานเสียงกับคีย์ใดบ้าง และจะสวดกันไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ 

การรู้จักยืดหยุ่นต่อสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้สะท้อนถึงท่าทีต่อการปรับตัวในชุมชนด้วย  คนที่ยึดมั่นถือมั่นในความเห็นของตนมาก  ไม่โอนอ่อนผ่อนตามใคร  มักจะสร้างความยุ่งยากให้กับคนที่อยู่ร่วมด้วยไม่มากก็น้อย การใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับอุดมคติของพระป่าคือการทำตัวให้เหมือนธาตุน้ำ  ยามที่อยู่ในภาชนะใดก็กลมกลืนไปกับภาชนะนั้น แต่ไม่สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง  และที่สำคัญคือ เมื่อไปอยู่ที่ไหนก็สร้างความผาสุกร่มเย็นในที่นั้น ๆ 

เมื่อคืนวันก่อนเป็นวันแรกที่ผู้นำสวดคนใหม่เริ่มทำหน้าที่ หลังจากขึ้นเสียงนำด้วยความมั่นใจอย่างเต็มที่แล้ว  พระเณรทั้งศาลาต่างนิ่งอึ้งไปตาม ๆ กัน  ฉับพลันนั้นเอง เสียงหัวเราะก็ดังก้องมาจากท่านอาจารย์ที่อยู่หัวแถว แล้วไล่ตามกันมาเป็นระลอกไปจนกระทั่งปลายแถว  การสวดมนต์ในคืนนี้จึงมีอันต้องชะงักเสียแต่ยังไม่เริ่มต้น 

เสียงหลวงตาที่อยู่ข้าง ๆ กระซิบบอกผู้นำมือใหม่ว่า ลดเสียงลงสักครึ่งคีย์เถิด…พ่อคุณ

 

เขียนแล้วใน Dhamma, Life in general | 3 Comments »