The Countryside of Chithurst

Reflections of Buddhist monastic life in England

ประวัติเอกสารสำหรับ กุมภาพันธ์, 2007

ความเงียบที่ไม่มีปัญหา

แสดงความเห็นโดย phrajew บน กุมภาพันธ์ 23, 2007

 

ก่อนที่เข้าสู่เทศกาลจำศีลในช่วงฤดูหนาว เริ่มสัมผัสได้ถึงความเอาจริงเอาจังของคนในวัดมากกว่าปกติ  มีการพูดคุยตกลงในที่ประชุมว่าควรจะตั้งกติกาอะไรเป็นพิเศษบ้างเพื่อให้ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด  ข้อเสนอให้ปิดวาจาตลอดทั้งสามเดือนทำท่าว่าจะได้รับความเห็นชอบจากหลายฝ่าย   จึงจำเป็นต้องรีบออกความเห็นเป็นการด่วน

 

เหตุที่ต้องทักท้วงนั้น เพราะประสบการณ์บอกให้รู้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ทุกคนเอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติธรรม บรรยากาศภายในวัดก็จะเปลี่ยนแปลงไป  ความตึงเครียดมักจะปรากฏขึ้น  ตะกอนที่เคยตกค้างภายในใจของแต่ละคนจะพลุ่งขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย  ช่วงเวลาเช่นนี้จึงค่อนข้างวิกฤตและต้องระมัดระวังที่จะประคับประคองจิตใจของแต่ละคนให้ดี เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศโดยรวม

 

เวลาที่ไม่พูดกันนั้น แม้จะมีข้อดีว่าแต่ละคนจะมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้นและได้เรียนรู้เกี่ยวกับจิตใจหลายแง่มุมที่ไม่ค่อยได้เห็นในชีวิตปกติ  แต่ก็มีข้อด้อยอยู่ด้วยเช่นกัน เพราะความเข้าใจผิดอันเกิดจากกิริยาท่าทีและความเฉยชานั้นเกิดขึ้นได้ง่ายมาก  คนที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติน้อย มักจะจัดการกับความรู้สึกด้านลบภายในใจไม่ค่อยได้  และทำให้กลายเป็นปัญหาขึ้นมาได้ 

ดังนั้น การตั้งกติกาเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมนั้นจะต้องเป็นไปโดยละมุนละม่อมและคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ปุถุชนที่แตกต่างกันไปในแต่ละคนด้วย  การคาดหวังให้ทุกคนทำอะไรอย่างเท่าเทียมกันทุกประการมักจะเป็นความคาดหวังเกินจริง และนำไปสู่ความผิดหวังได้เสมอ 

หลวงพ่อสุเมโธเคยให้ความเห็นว่า พระฝรั่งมักจะชอบตั้งกติกาแล้วเอาจริงเอาจังมากเกินไป หากมีใครฝ่าฝืนกติกาแล้วเป็นอันต้องหงุดหงิดขุ่นเคืองทุกครั้ง  หนักเข้าก็กลายเป็นข้อขัดแย้งในวงประชุมซึ่งมักจะทำให้ปัญหาปานปลายไปกันใหญ่ 

จากประสบการณ์ที่ได้อยู่ร่วมกับคณะสงฆ์ตะวันตก ทำให้เห็นพ้องกับหลวงพ่ออย่างไม่ต้องสงสัย  แต่เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า คนที่ชอบสนับสนุนให้ตั้งกติกาอย่างเคร่งครัด มักจะเป็นคนที่หงุดหงิดง่ายกว่าใคร และบ่อยครั้งที่ความหงุดหงิดนั้นพลอยทำให้ตัวเองไม่อาจจะรักษากติกานั้นไปด้วย  หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่อาจจะรักษากติกานั้นได้ด้วยความสงบสุข

 

หลายคนมักจะลืมไปว่า กติกาทั้งหลายภายในวัดนั้นตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติธรรม และมีจุดมุ่งหมายเพื่อความผาสุกร่มเย็นเป็นสำคัญ  แต่หากกติกานั้นทำให้เกิดความรุ่มร้อนขึ้นมาในใจ บุคคลนั้นจำเป็นต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับท่าทีในการปฏิบัติธรรมของตนเอง  ถ้าเห็นว่าการกระทำอย่างใดเป็นเรื่องที่ดี แต่คนอื่นไม่ยอมปฏิบัติเหมือนกับตนเอง ก็ไม่เห็นว่าจะต้องขุ่นเคืองใจที่ตรงไหน  เพราะในท้ายที่สุดต่างคนต่างก็จะได้รับผลจากการกระทำของตนอยู่แล้ว  ดังนั้น  แต่ละคนจึงมีหน้าที่สร้างความพอใจกับการปฏิบัติของตัวเองโดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับผู้อื่นให้ยุ่งยากซ้ำซ้อนขึ้นไปอีก 

อย่างไรก็ตาม มนุษย์ปุถุชนนั้นยากเหลือเกินที่จะไม่ให้เปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น  ถ้าไม่เป็นเพื่อทำให้รู้สึกว่าตนเองดีกว่า ก็ทำให้ใจเศร้าหมองที่ไม่อาจจะทำได้อย่างคนที่คิดเปรียบเทียบด้วย  แต่ละคนจึงต้องพยายามรู้เท่าทันกิเลสภายในใจของตัวเอง และไม่ปล่อยให้มันเล่นกลเอากับความรู้สึกเป็นทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า   

ถ้ามีท่าทีที่ถูกต้องแล้ว ต่อให้ปิดวาจาไม่พูดคุยกันนานแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา กลับดีเสียอีกที่จะไม่ต้องสรรหาถ้อยคำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ   แต่ลักษณะเช่นที่ว่านี้เกิดขึ้นได้น้อยนัก  ตั้งแต่บวชมาสิบกว่าปีก็เห็นไม่กี่ครั้ง และแต่ละครั้งก็เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เสียด้วย

 

เคราะห์ดีที่คนส่วนใหญ่ในที่ประชุมมีความเห็นคล้อยตามกัน  ข้อตกลงจึงเป็นว่า แต่ละคนควรพยายามรักษาความเงียบสงบเพื่อช่วยกันประคับประคองการปฏิบัติธรรมให้เป็นไปด้วยดี  แต่หากจำเป็นต้องพูดคุยจริง ๆ ก็สามารถทำให้โดยหาสถานที่อันเหมาะสมและไม่เอิกเกริกจนเกินไป  ไม่ถือว่าการปิดวาจาเป็นข้อบังคับที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม  ยกเว้นบางช่วง เช่น สองสัปดาห์แรกและสองสัปดาห์หลังที่มีการปฏิบัติอย่างเข้มข้น ทุกคนจึงควรที่จะปิดวาจาอย่างเคร่งครัด  กติกาอย่างหลังนี้ดูเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่าเดิม

 

บางครั้งคนเราก็ต้องอาศัยความยืดหยุ่น ในการหลีกเลี่ยงจากสถานการณ์แห่งทุกข์ด้วยเช่นกัน  เพราะหากขืนเดินหน้าอย่างเดียว บางครั้งอาจพลัดตกลงเหวได้โดยไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้  ข้อคิดของหลวงพ่อชาที่เตือนให้ระลึกว่า ในถูกมีผิด ในผิดมีถูกจึงยังคงใช้การได้ในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมตะวันตกดังที่ได้เห็นมา 

เขียนแล้วใน Cutural reflections, Life in general | Leave a Comment »

บ้านใกล้เรือนเคียง

แสดงความเห็นโดย phrajew บน กุมภาพันธ์ 16, 2007

 

บริเวณที่ตั้งของวัดป่าจิตวิเวกเป็นเขตชนบทของแคว้นซัสเส็กส์  มีบ้านเรือนขึ้นอยู่ห่าง ๆ กัน พื้นที่บางส่วนเป็นฟาร์มหรือทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่  เป็นที่รู้กันว่าบริเวณนี้เป็นถิ่นที่อยู่ของคนที่มีฐานะร่ำรวยเป็นส่วนใหญ่  ชนชั้นกลางหรือชนชั้นแรงงานนั้นต่างพักอาศัยอยู่ในเมืองซึ่งมีกิจการสาธารณูปโภคที่ดีกว่า  ต่างจากการอยู่นอกเมืองซึ่งต้องอาศัยทั้งพาหนะส่วนตัวและต้องใช้เงินในการบำรุงรักษาอาคารสถานที่มากกว่ากันเยอะ 

สภาพที่ว่านี้ดูเหมือนจะกลับกันกับเมืองไทยที่คนยากจนอยู่ตามชนบท  แต่ถ้าสังเกตให้ดีแล้ว อาจเห็นแนวโน้มที่จะเป็นเหมือนอังกฤษอยู่บ้างเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นพื้นที่เขตอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีคนจากเมืองหลวงไปสร้างบ้านแปงเรือนอยู่กันมาก หรืออย่างพื้นที่เขตอำเภอวังน้ำเขียว หรือปากช่องที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันนี้

 

ในบรรดาเพื่อนบ้านของเราทั้งหมด ชื่อของซาร่าห์ ไมลส์ดูจะโดดเด่นกว่าใครอื่น  เพราะนอกจากเธอจะเป็นอดีตนักแสดงที่มีชื่อเสียงในระดับได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำฝ่ายหญิงแล้ว   เธอยังมีอุปนิสัยส่วนตัวที่ไม่เหมือนใคร อาทิเช่น เธอมีความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณของต้นไม้เป็นอย่างยิ่ง เวลาที่ใครจำเป็นต้องตัดต้นไม้ หรือเกิดพายุพัดต้นไม้โค่นลง เธอก็จะถึงกับหวีดร้องคร่ำครวญให้ได้ยินกันถ้วนทั่ว  ที่ว่ามานี้ยังไม่เคยได้ยินด้วยตนเองแต่มีคนเล่าให้ฟังตรงกันหลายราย

 

ในบริเวณบ้านของซาร่าห์ซึ่งติดกับพื้นที่วัดนั้น มีน้ำพุโบราณอยู่บ่อหนึ่งที่ได้รับการอ้างถึงในปูมบันทึกดูมเดยส์ซึ่งเป็นเสมือนการสำมะโนประชากรครั้งแรกของโลก  โดยปกติแล้วเธอยินดีให้พระและคนในวัดเข้าไปเยี่ยมชมหรือตักเอาน้ำพุมาใช้ได้ตามสะดวก  แต่วันดีคืนดี เธอก็ให้คนเอากิ่งไม้มาล้อมกั้นเอาไว้เสียอย่างนั้น  พอมีคนถามเข้า เธอก็ว่าไม่มีอะไร แค่กั้นคนภายนอกเข้ามาเท่านั้นเอง  (พึงเข้าใจด้วยว่าคนอังกฤษน้อยคนนักที่จะเดินออกนอกเส้นทางสาธารณะ อย่าว่าแต่เดินเข้าเขตบ้านคนอื่นเลย)

 

มีคนเล่าให้ฟังว่าสมัยที่ยังสาวนั้น เธอมีชื่อเสียงอื้อฉาวไม่เบาเหมือนกัน  แม้กระทั่งทุกวันนี้ บุคลิกของเธอยังคงมาดมั่นและพูดจาโผงผางระคนด้วยคำไม่สุภาพจนนักข่าวบางคนให้ฉายาเธอว่า ‘the lady with a truck driver’s mouth’ ซึ่งจะขออนุญาตไม่แปลให้ฟัง  รู้แต่ว่าเมื่อเพื่อนชาวอังกฤษได้ยินประโยคนี้เข้าก็แทบจะหัวเราะกลิ้งในความสมจริงตามฉายา

 

อย่างไรก็ตาม ถือได้ว่าซาร่าห์นั้นเป็นเพื่อนบ้านเก่าแก่ของวัดมาตั้งแต่ต้น และยังคงญาติดีกับพระในวัดอยู่พอสมควร  บางคราวเธอก็พาเพื่อนฝูงมาเยี่ยมหรือ มาร่วมกิจกรรมที่วัดบ้างแต่ไม่บ่อยครั้งนัก

 

เย็นวันหนึ่งขณะที่ยืนสนทนากับนักปฏิบัติธรรมชาวอังกฤษคนหนึ่งในห้องครัว  ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินจูงหมาเข้ามา เธอส่งเสียงมาแต่ไกลว่า มีคนบอกให้เธอเข้ามาดื่มน้ำชาได้ที่นี่  เมื่อเข้ามาใกล้จึงได้รู้ว่าเป็นซาร่าห์นั่นเอง  เธอเพิ่งกลับจากกิจกรรมหลักในชีวิตของคนอังกฤษ นั่นคือ การพาหมา (และเจ้าของหมา) ออกไปเดินเล่น แล้วเกิดนึกอยากจะเข้ามาเยี่ยมวัดขึ้นมา  เรื่องน้ำชานั้นเห็นจะเป็นข้ออ้างเสียมากกว่าเพราะเดินไปอีกไม่เท่าไหร่ก็ถึงบ้านของตัวเองแล้ว และไม่เห็นว่าเธอจะอินังขังขอบอะไรกับน้ำชามากนัก 

ชั่วเวลาไม่กี่นาทีต่อจากนั้น ซาร่าห์ก็แปลงพื้นที่ห้องครัวให้กลายเป็นเวทีละครส่วนตัว  เธอเล่าเรื่องราวเก่า ๆ ของวัดให้ฟังอย่างออกรสออกชาติ มีทั้งน้ำเสียงและลีลาท่าทางประกอบ อีกทั้งเคลื่อนย้ายไปทั่วทุกบริเวณ  เคราะห์ดีที่มีโต๊ะตัวใหญ่คั่นระหว่างเราไว้ ไม่อย่างนั้นเกรงว่าเธอจะบุกเข้ามาประชิดถึงตัวเป็นแน่  เมื่อเล่าเสร็จเธอก็ประกาศเสียงก้องว่าไม่ชอบใจระบบอาวุโสภายในวัดเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมที่สุด  ยามที่เธอเห็นแม่ชีต้องเดินตามหลังพระและต้องคอยนอบน้อมกับพระแล้วรู้สึกสะเทือนใจจนทนไม่ไหว  ครั้งหนึ่งเธอถึงกับคบคิดกับเพื่อนที่จะทำศูนย์ nun’s line เพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์จากแม่ชีโดยเฉพาะ 

ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่เธอเล่าเป็นเรื่องจริงตามที่รู้สึก หรือเติมสีสันลงไปแบบนักแสดงกันแน่  พระไทยที่ยืนฟังอยู่อดยิ้มไม่ได้  แกล้งแย้งเธอไปว่า หากแม่ชีมีความทุกข์กันมากถึงเพียงนั้น เหตุไฉนจึงมีคนเข้าคิวรอบวชถึงสิบเจ็ดคนกันเล่า  พอได้ฟังดังนั้นเธอก็ทำตาโต เปลี่ยนท่าทีแบบฉับพลัน พร้อมทั้งแสดงความพิศวงถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของคณะแม่ชี

 

สิ่งที่ดูน่าทึ่งสำหรับซาร่าห์คือ ตลอดระยะเวลาที่เธออยู่ในห้องนั้น ไม่รู้สึกเลยแม้แต่น้อยว่าเธออายุมากแล้ว  เพราะพลังของเธอยังดูเหมือนกับนักแสดงในวัยประมาณสี่สิบ  ต่อเมื่อเธอท้าวแขนลงบนโต๊ะ จึงได้เห็นมือที่โผล่พ้นออกมาจากแขนเสื้ออย่างใกล้ชิด  ผิวที่เหี่ยวย่นนั้นบอกให้รู้ถึงอายุที่แท้จริงของเธอซึ่งเกินกว่าเจ็ดสิบแล้ว (ขออนุญาตย้ำอีกทีว่าเจ็ดสิบ!!!)

 

เห็นแล้วนึกถึงหลวงพ่อชาที่ให้ความคิดเห็นต่อผู้หญิงฝรั่งที่ท่านได้พบ ในคราวที่มาเยือนประเทศอังกฤษเป็นครั้งแรกว่า บางคนแก่แล้ว ยังทาปากแด๊งงงงงงงง…..’ ไม่รู้ว่าหากหลวงพ่อได้พบกับซาร่าห์ ท่านจะให้ความเห็นเช่นไร 

 

หลังจากจิบน้ำชาหมดถ้วย ซาร่าห์ก็มีอันต้องอำลาเวทีไปแบบปุบปับ  ผู้ชมสองคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นหันมามองหน้ากันแล้วอดยิ้มไม่ได้  เราออกปากบอกเธอไปว่า ขอบคุณที่มาสร้างความบันเทิงให้ในวันนี้  เธอจูงหมาออกไปด้วยสีหน้าพออกพอใจ พลางโบกมือให้เราด้วยมาดของนักแสดงรุ่นใหญ่

 

นาน ๆ ที ชีวิตก็มีสีสันแปลกตาให้ได้เห็นเหมือนกัน

เขียนแล้วใน Cutural reflections, Life in general | Leave a Comment »

When ‘East’ meets ‘West’ (2)

แสดงความเห็นโดย phrajew บน กุมภาพันธ์ 9, 2007

 

Because this attitude toward life is deeply ingrained, then anyone who comes to the monastery also brings their own habit from the outside world. Their attitudes clearly influence the ways of running the monastery. While the Thai tradition tends to have a family-like administration, the
Western Sangha is more like an organization. Responsibilities in the Western context are delegated to make them more efficient. Here, at Chithurst monastery, there are guest monk/nun, work monk/nun, chore monk/nun, librarian monk/nun, et cetera. Everyone seems to have responsibilities in running the monastery in some ways regardless of how long they have been in the community.

 

 

Not only does each person have their own responsibility in different areas, but they also take it quite seriously. I have witnessed some occasions where people can be offended or get annoyed when someone goes beyond their own area of responsibility, even with a good intention like helping with another person’s chores. Recently I have been told about the discussion on writing a notice on the community white board. The person who is responsible for this job was offended when someone wrote additional information on the board without asking him. The discussion then arouse about what should be done when there is important information which had not been known or written. I believe that many Thais would not find this topic serious enough to be discussed. They would just be happy to help or to be helped by others. Merit can also be made in this case.

 

 

Apart from sharing of responsibilities, the
Western Sangha also adopts the democratic way in decision-making. Coming to the West for not more than six months, I have already attended more meetings than I had during my 11 years as a monk in
Thailand. There are a lot of management issues that have never been brought up for discussion in the Thai tradition. In
Thailand, most of the responsibilities lie with the abbot. The whole community can just let the Ajahn or the abbot decide and they then follow. My first five years had passed without having to make any decision in the Sangha at all. I did not even have to relate to any lay supporters. During that period, I quite enjoyed space and time to mainly focus on my meditation practice.

 

 

Although there are certain differences between the two Sanghas, it does not seem useful for me to judge which one is a better model. We have to take the larger cultural context into consideration. For almost 30 years of adjustment and experimenting, our Western branches of Ajahn Chah’s tradition have developed their ways of fitting into this cultural context and it is still an ongoing project. However, as Luang Por Sumedho has commented, we still have to see the Thai tradition as a prototype and learn from it – we cannot neglect the connection with the Thai Sangha. This strong connection between the East and the West will be fruitful in terms of Dhamma-Vinaya practice both for each individual and the community as a whole.

 

 

The real purpose of the Buddha in creating the Sangha is to mainly support growth in spiritual life. Reflecting on this means that, from time to time, we have to go back to see the basic needs of living a renunciate life and ask ourselves if we are still on the same track. Despite all differences in culture, those who come to join the Sangha share similar aspirations. In this holy life, there will always be a common ground where everyone can meet. The message of the Buddha goes beyond any boundaries, whether it is the ‘East’ or the ‘West’.

เขียนแล้วใน Cutural reflections, Dhamma | 1 ความคิดเห็น »