The Countryside of Chithurst

Reflections of Buddhist monastic life in England

ประวัติเอกสารสำหรับ มีนาคม, 2007

รูปรอยแห่งความทรงจำ

แสดงความเห็นโดย phrajew บน มีนาคม 30, 2007

 

ชีวิตในวัดนั้นมีแต่อดีตและปัจจุบัน มองไม่เห็นอนาคต (ประโยคหลังนี้มีความหมายทั้งโดยตรงและโดยอ้อม) เพราะไม่มีความเปลี่ยนแปลงทางฐานะความเป็นอยู่หรือรายได้อย่างชัดเจนแบบคนนอกวัด  พูดอย่างนี้อาจมีคนแย้งได้ว่า พระก็มีระบบสมณศักดิ์และมีการเลื่อนตำแหน่งฐานะเหมือนกัน  แต่เรื่องที่ว่านี้ดูจะพ้นจากความสนใจของวัดป่า เพราะแม้แต่ครูบาอาจารย์ที่มีลำดับอาวุโสสูงก็ไม่ได้มีความเป็นอยู่ที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ มากนัก 

 

เท่าที่สังเกตจากพระที่ได้รู้จักกัน มีน้อยรายนักที่คิดอยากจะเลื่อนฐานะเป็นครูบาอาจารย์เพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น ในทางตรงข้ามกลับมีแต่คนคิดที่จะเลี่ยงภาระดังกล่าว  ยิ่งการเป็นเจ้าอาวาสด้วยแล้ว หาคนที่อยากเป็นได้น้อยเต็มที  เพราะโดยหน้าที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากและมีเรื่องน่าวุ่นวายให้ต้องตัดสินใจ  หากไม่มีคุณธรรมภายในเป็นเครื่องรองรับฐานะที่ว่านี้ เห็นแต่จะมีความทุกข์มากกว่าความสุขเป็นแน่ 

ด้วยเหตุนี้  อนาคตจึงเป็นเรื่องที่คนในวัดไม่ค่อยวาดหวัง  จะเป็นไปอย่างไรก็สุดแล้วแต่เหตุปัจจัยจะพาไป  ที่คิดเช่นนี้หาใช่ยอมจำนนต่อชีวิตแต่ประการใดไม่ แต่เป็นผลจากบทเรียนเรื่องความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นกันบ่อยครั้ง  หากไม่สามารถพัฒนาท่าทีเช่นนี้ให้เกิดขึ้น ย่อมหาความสุขจากชีวิตภายในวัดได้ยาก

 

นอกจากนี้แล้ว คนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการปฏิบัติธรรม สิ่งที่มองเห็นมากที่สุดคือ เรื่องที่เกิดขึ้นภายในใจของตัวเองซึ่งเป็นผลตกค้างมาจากประสบการณ์ในชีวิตทั้งหมด  จึงไม่น่าแปลกใจถ้าจะได้พบว่า นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายมักจะพูดถึงเรื่องในอดีตที่ผุดขึ้นมาในความนึกคิดมากกว่าอย่างอื่น

 

สมัยที่บวชใหม่นั้น  บ่อยครั้งที่นึกย้อนอดีตไปได้ถึงช่วงเรียนอนุบาลหรือชั้นประถม  ทำให้เห็นร่องรอยทางความคิดได้ว่า เหตุใดเราจึงกลายเป็นบุคคลที่มีอุปนิสัยหรือความนึกคิดดังเช่นปัจจุบัน 

 

ในฐานะที่เป็นปุถุชน ความทรงจำที่ปรากฏย่อมมีทั้งทั้งด้านบวกด้านลบและด้านที่เป็นกลาง ๆ ไม่ต่างอะไรกับการเปิดดูห้องเก็บของที่เราสุมเอาสิ่งต่าง ๆ ไว้ภายใน เราไม่อาจจะเลือกให้เจอเฉพาะแต่สิ่งดี ๆ ที่ต้องการได้เท่านั้น  อย่างไรก็ตาม สังเกตได้ว่าความทรงจำใดที่มีความหมายต่อชีวิตมักจะเวียนมาให้เห็นได้บ่อย  หรือบางเรื่องที่คิดว่าลืมไปหมดแล้ว แต่แท้ที่จริงยังคงตกค้างอยู่ภายใน  รอให้เปิดเข้าไปพบไม่วันใดก็วันหนึ่ง 

บทบาทส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ว่านี้คือ ช่วยให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น  เพราะโดยปกติแล้วคนเรามักจะมีคำถามต่าง ๆ ที่ฝังอยู่ในใจตั้งแต่เด็ก  เป็นเรื่องราวที่เราอยากรู้แต่ไม่เคยได้มีโอกาสหาคำตอบ  เมื่อมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้นและไม่จมอยู่กับปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินไป  คำถามสำคัญเหล่านั้นก็จะย้อนกลับคืนมา ทำให้มองเห็นเป้าหมายของชีวิตอย่างชัดเจนขึ้น

 

เป็นต้นว่า ในสมัยเด็กมักจะถามตัวเองว่าโลกนี้สิ้นสุดลงตรงไหน  และเราจะเป็นอย่างไรในอนาคต  ชีวิตมีเท่าที่เห็นนี้จริงหรือเปล่า  แล้วสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ใช่สิ่งที่ต้องการในชีวิตนี้หรือไม่  คำถามทำนองนี้มักจะเป็นแรงผลักดันอยู่ลึก ๆ ภายในใจ  ทำให้ไม่อาจเป็นสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่นัก และรู้สึกเหมือนมีอะไรพร่องอยู่ตลอดเวลา  ความรู้สึกพร่องที่ว่านี้คือการขาดความเข้าใจต่อคำถามข้างต้นนั่นเอง 

นอกจากนี้แล้ว ยังมีบทบาทของความทรงจำอีกด้านหนึ่งในแง่ที่เป็นการชำระล้างด้วย  ดังเวลาที่เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต เรามักจะไม่มีเวลาทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้  หากเป็นเสมือนรอยแผลก็เป็นการปล่อยปละละเลยให้เยียวยาตัวเอง โดยไม่ได้วิเคราะห์ตรวจสอบหาต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา หรือแม้กระทั่งดูแลรักษาอย่างถูกต้อง  ในใจของคนเราจึงเหมือนจะมีแผลกลัดหนองอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวใหญ่เล็กเพียงใดก็ตาม

 

ลักษณะการชำระล้างจิตใจด้วยการภาวนาหรือการปฏิบัติธรรมนี้ มีข้อที่น่าสนใจอยู่ว่า เวลาที่ความทรงจำเช่นนี้ผุดขึ้นมาในความสงบ  เราแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่ดูเฉย ๆ ความเข้าใจก็ปรากฏขึ้นเอง และหลังจากนั้นสิ่งที่เคยเป็นปัญหาก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป  ความทรงจำที่ว่านี้ก็จะไม่กลับมารบกวนจิตใจอีกเลย

 

เวลาที่เห็นอะไรทำนองนี้มักจะอดพิศวงไม่ได้ว่า ทำไมถึงง่ายอย่างนี้  ไม่เห็นต้องลงทุนลงแรงทำอะไรมากเลย  แค่ทำใจให้สงบเท่านั้นเอง (หลายคนอาจแย้งว่า ตรงนี้แหละที่ต้องลงทุนไปไม่น้อย) บางทีแทบจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติด้วยซ้ำไป  ไม่มีทั้งผู้ดู ผู้ทำ มีแต่ปรากฏการณ์ล้วน ๆ ที่เกิดขึ้นในใจแล้วก็ดับหายไป 

หากรู้จักวิธีพิจารณาเช่นนี้แล้ว เวลานั่งสมาธิไม่สงบก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่  เพราะยังมีอะไรอีกหลายอย่างให้เรียนรู้ได้เสมอ  แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่านแต่ประการใด  เพราะการจะมองอะไรให้เข้าใจอย่างถ่องแท้นั้นต้องอาศัยใจที่เป็นสุขและมีความสงบเป็นพื้นฐานสำคัญ  เพียงแต่ว่าจะต้องรู้จักหาสมดุลระหว่างความคิดกับความสงบให้พอเหมาะเท่านั้นเอง

 

ครั้งต่อไปที่เรื่องราวในอดีตแวะเวียนเข้ามาในใจ  ลองมองให้เห็นว่าเราจะเรียนรู้อะไรจากความทรงจำนั้นได้บ้าง  อย่าลืมว่าถ้าเรียนรู้ได้อย่างแท้จริงแล้ว ความทรงจำนั้นย่อมไม่อาจสร้างปัญหาให้กับจิตใจอีกต่อไป

 

 

 

เขียนแล้วใน Dhamma, Life in general | Leave a Comment »

ความสำเร็จสูงสุดของชีวิต

แสดงความเห็นโดย phrajew บน มีนาคม 23, 2007

 

สมัยเรียนชั้นมัธยมปลาย มีรุ่นพี่คนหนึ่งที่หน้าตาหล่อเหลาและเคยสอบได้คะแนนในระดับหนึ่งในสิบของประเทศ  นอกจากนี้ยังเป็นนักเปียโนมือเยี่ยมที่สอบผ่านระดับสูงสุดของทรินิตี้คอลเลจได้เป็นคนแรกในภาคเหนืออีกด้วย  ชื่อเสียงของรุ่นพี่คนนี้มักจะขจรขจายให้ได้ยินอยู่เสมอ ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่รู้สึกทึ่งและอดที่จะอิจฉาไม่ได้  ใครเล่าจะพรั่งพร้อมได้ถึงขนาดนั้น 

อย่างไรก็ตาม หลังจากเรียนจบมัธยมปลายได้หมาด ๆ  ยังไม่ทันเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่สอบได้  รุ่นพี่คนนี้ก็เดินออกจากบ้านในกลางดึกของคืนวันหนึ่ง แล้วกระโจนใส่รถที่กำลังแล่นมาด้วยความเร็วสูง  ชีวิตที่อยู่ในวัยรุ่งโรจน์จึงลับล่วงไปในชั่วพริบตา  เรื่องนี้กลายเป็นข่าวดังข้ามปีของโรงเรียนในสมัยนั้น

 

แม้จะมีคนเดากันว่าเป็นปัญหาในครอบครัว  แต่ก็ไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริงว่า อะไรกันแน่ทำให้รุ่นพี่คนดังกล่าวตัดสินใจฆ่าตัวตาย  คนที่ได้รับรู้เรื่องนี้ต่างพากันมึนงงและเศร้าใจที่คนมีคุณสมบัติมากขนาดนั้นต้องมาด่วนจากโลกนี้ไป

 

ย้อนหลังไปกว่านั้น ในสมัยเรียนมัธยมต้นมีเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต  เพื่อนที่ว่านี้เป็นเสมือนคู่แข่งขันทางการเรียนเพราะมักจะได้คะแนนสูสีกันเสมอ  อุบัติเหตุดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดฝันและทำให้บรรยากาศในห้องเรียนดูว่างเปล่าไปถนัดใจ  รางวัลเรียนดีที่ได้ในแต่ละปีหลังจากนั้นดูจะด้อยความหมายลงไปไม่น้อย  เพราะอดนึกในใจไม่ได้ว่า หากเพื่อนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้

 

เมื่อมองย้อนหลังไป ความตายของบุคคลทั้งสองดูจะมีอิทธิพลต่อความนึกคิดในวัยเยาว์อยู่ไม่น้อย  เพราะด้วยความที่เป็นเด็กเรียนดีมาแต่ไหนแต่ไร  ความใฝ่ฝันในชีวิตจึงไม่ต่างกัน คือ อยากได้ชื่อว่าเป็นคนเรียนเก่งและมีความสามารถเป็นที่ยอมรับของใคร ๆ  รวมทั้งเป็นที่น่าชื่นชมและน่าอิจฉาในแวดวงเพื่อนฝูง  แต่เมื่อคนที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความสำเร็จต้องเสียชีวิตไปกระทันหันอย่างนี้ ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า ความสำเร็จดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชีวิตจริงหรือไม่ 

 

แม้สมัยนั้นจะยังไม่อาจคิดวิเคราะห์ได้อย่างทุกวันนี้  แต่รู้สึกได้ชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้ชีวิตเป็นเพียงเท่าที่เห็น  และต้องการแสวงหาอะไรบางอย่างที่ลึกไปกว่าความสำเร็จทางการเรียนหรือหน้าที่การงาน   ด้วยเหตุนี้จึงชอบอ่านหนังสือในเชิงปรัชญาและมีความคิดผิดแผกจากเพื่อนรุ่นเดียวกัน  น่าจะเป็นนักเรียนคนเดียวภายในรุ่นที่อ่านหนังสือของท่านอาจารย์พุทธทาสมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมต้น

 

เมื่อได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมแล้วจึงเข้าใจได้ว่า  ชีวิตไม่เคยสร้างความพึงพอใจอย่างเต็มเปี่ยมให้ใครได้เลย เพราะไม่ว่าจะประสบความสำเร็จในเรื่องใด ก็จะยังมีเรื่องอื่นให้ไขว่คว้าดิ้นรนอยู่อีกร่ำไป  หลายคนที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จในสายตาของคนอื่นจึงอาจจะไม่ได้พึงพอใจอย่างที่คิดกัน  ในทางตรงกันข้ามอาจยิ่งรู้สึกผิดหวังและกดดันต่อตัวเองที่ล้มเหลวในบางเรื่องก็เป็นได้

 

ดังรุ่นพี่มัธยมปลายคนดังกล่าว เมื่อมองย้อนหลังไปกลับรู้สึกว่าน่าสงสาร  หากได้รู้วิธีการจัดการกับจิตใจของตัวเองที่ดีกว่านั้น  เขาก็อาจจะผ่านพ้นปัญหาหนักหน่วงทางใจไปได้  และอาจจะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ๆ ได้อีกมาก   

เมื่อระลึกถึงความตายด้วยท่าทีเช่นนี้ได้ บุคคลที่ล่วงลับไปก็เป็นดั่งผู้มีพระคุณของเรา เพราะทำให้เกิดความนึกคิดอันนำไปสู่การปฏิบัติธรรม และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เลือกใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  ดังนั้น ไม่ว่าบุคคลทั้งสองจะสถิตอยู่ ณ แห่งหนใด ก็ขอให้ได้รับอานิสงส์แห่งการปฏิบัติธรรมทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคตด้วยเทอญ 

 

หมายเหตุสำหรับผู้ที่สนใจปฏิบัติสมาธิภาวนา 

เนื้อหาของข้อเขียนนี้เป็นส่วนหนึ่งจากการภาวนาเพื่อระลึกถึงผู้มีอุปการคุณต่อชีวิต  (recollections of gratitude)  โดยระลึกถึงประโยชน์ที่ได้รับจากบุคคลต่าง ๆ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม จากนั้นก็น้อมอุทิศส่วนกุศลจากการปฏิบัติธรรมไปให้บุคคลนั้น  ใจของผู้ปฏิบัติจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกขอบคุณต่อชีวิต  นับเป็นหัวข้อในการภาวนาอย่างหนึ่งเพื่อเตรียมใจให้เหมาะกับการปฏิบัติธรรมขั้นสูงต่อไป

เขียนแล้วใน Dhamma, Life in general | 4 Comments »

ท่าทีต่อชีวิต

แสดงความเห็นโดย phrajew บน มีนาคม 16, 2007

 

ทัศนคติของคนเราส่งผลต่อชีวิตได้อย่างลึกซี้งชนิดที่คนส่วนใหญ่อาจคาดไม่ถึง  ดังผลการวิจัยในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่มีการจัดแบ่งนักเรียนออกเป็นสองห้องโดยใช้คะแนนเฉลี่ยเป็นเกณฑ์  นักเรียนทั้งสองห้องนี้มีกลุ่มคะแนนสูง-กลาง-ต่ำใกล้เคียงกันเกือบทุกประการ เพียงแต่ว่าเกณฑ์ดังกล่าวนี้ถูกเก็บเป็นความลับ แม้กระทั่งครูประจำชั้นก็ไม่รู้รายละเอียดดังกล่าว

 

นักเรียนห้องก.และห้องข.มีการเรียนการสอนเหมือนกันตามปกติ  แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงหนึ่งภาคการศึกษา ผลการทดสอบปลายภาคพบว่า นักเรียนห้องก. มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่านักเรียนห้องข. อย่างเห็นได้ชัด

 

นักวิจัยอธิบายสาเหตุที่ผลการเรียนออกมาต่างกันเช่นนั้น โดยสรุปจากการสังเกตและการสัมภาษณ์ระหว่างวิจัยว่า ถึงแม้นักเรียนทั้งสองกลุ่มจะไม่แตกต่างกันในช่วงเริ่มต้น  แต่ทัศนคติของครูและผู้ปกครองที่มีต่อการจัดแบ่งห้องนี้ต่างกัน  ส่งผลให้ทัศนคติต่อตัวเองของนักเรียนทั้งสองกลุ่มต่างกันไปด้วย

 

นักเรียนในห้องก. คิดว่าตนเองเรียนได้ดี รวมทั้งครูและผู้ปกครองก็คิดไปในทิศทางเดียวกัน  ทำให้เกิดกำลังใจในการเรียนมากขึ้น  กลุ่มที่เคยสอบได้คะแนนต่ำก็มีการปรับปรุงตัวเองได้อย่างน่าพึงพอใจ  ในทางตรงกันข้าม กลุ่มนักเรียนในห้องข. รู้สึกในแง่ลบกับตัวเอง  ทำให้นักเรียนที่เคยสอบได้คะแนนสูงมาก่อนหมดกำลังใจที่จะเรียนรู้ และพลอยย่ำแย่ไปด้วยกันกับกลุ่มอื่น ๆ ในห้อง

 

ผลการวิจัยเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามถึงโรงเรียนชื่อดังทั้งหลายที่มีการแบ่งออกเป็นห้องคิง ห้องควีน ไปจนถึงห้องบ๊วยสุด  และหากจะว่าไปแล้ว ตนเองก็เป็นผลผลิตของการศึกษาในระบบที่ว่านี้เช่นกัน  เพราะในช่วงที่เรียนหนังสือ ครูจัดให้อยู่ในห้องแรกมาโดยตลอด แม้กระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังมีการจัดกลุ่มเรียนวิชาภาษาอังกฤษตามลำดับคะแนน  เลยชักไม่แน่ใจว่า หากครูจัดให้อยู่ในห้องบ๊วยมาตั้งแต่ต้น วิถีชีวิตจะเปลี่ยนไปในรูปใด

 

ถ้ามองในแง่มุมนี้แล้ว ระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ก็ออกจะน่ากลัวอยู่ไม่น้อย  ถ้าเด็กคนไหนแสดงศักยภาพทางวิชาการต่ำในช่วงเริ่มต้น (ซึ่งควรจะตั้งคำถามด้วยเช่นกันว่าใช้เกณฑ์อะไรมาวัด)  ก็เป็นอันว่าแทบจะหมดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง หรือค้นพบความสามารถในด้านอื่น ๆ ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าด้านวิชาการเลย  

เรื่องทำนองนี้ชวนให้นึกถึง วรรณกรรมเยาวชนเรื่องโต๊ะโตะจังที่เคยอ่านตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม  หนังสือเล่มนี้เป็นเกร็ดชีวิตจริงของเด็กหญิงชาวญี่ปุ่นในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง  โต๊ะโตะจังเป็นเด็กที่มีแบบแผนการเรียนต่างไปจากเด็กอื่น ๆ เพราะเธอไม่ยอมนั่งอยู่นิ่ง  ทำให้เธอถูกไล่ออกจากโรงเรียนอนุบาลหลายแห่ง  เคราะห์ดีที่คุณแม่ของโต๊ะโตะจังสามารถหาโรงเรียนที่เหมาะกับเธอได้ในที่สุด

 

โรงเรียนอนุบาลที่ว่านี้ใช้ตู้รถไฟเก่ามาทำเป็นห้องเรียน และมีครูใหญ่ที่เข้าใจพัฒนาการของเด็กและมีแนวคิดทางการศึกษาล้ำหน้าเกินยุค  ที่โรงเรียนแห่งนี้จึงเปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกเรียนวิชาต่าง ๆ ตามลำดับความสนใจ เช่น บางคนก็เรียนวิทยาศาสตร์เป็นลำดับแรก หรือบางคนก็นั่งทำโจทย์คณิตศาสตร์ ในขณะที่เพื่อนนั่งคัดลายมือเป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีวิชาเดินเล่น วิชากระโดดเป็นจังหวะตามโน๊ตดนตรี และมีการแข่งขันกีฬาชนิดที่นักเรียนพิการสามารถกวาดรางวัลชนะเลิศได้ทุกครั้งอีกด้วย 

ความทรงจำเรื่องหนึ่งที่โต๊ะโตะจังบันทึกเอาไว้คือ  ระหว่างที่เธอกำลังเล่นอะไรอยู่ตามลำพัง ครูใหญ่มักจะเดินเข้ามาคุยกับเธอแล้วบอกว่า อันที่จริงหนูเป็นเด็กดีนะ  คำพูดที่ว่านี้ทำให้โต๊ะโตะจังรู้สึกภูมิใจในตัวเองเป็นอย่างมาก  และยังจดจำคำพูดนี้ได้แม้กระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

 

เมื่อโตขึ้น โต๊ะโตะจังซึ่งเคยเป็นเด็กที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียนอนุบาลหลายแห่ง ได้กลายเป็นนักแสดงทางโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น  นอกจากนี้เธอยังได้รับเลือกให้เป็นทูตสันติภาพขององค์การสหประชาชาติอีกด้วย  เพื่อนร่วมชั้นอนุบาลของโต๊ะโตะจังคนหนึ่งที่ชอบทำการทดลองวิทยาศาสตร์ก่อนวิชาอื่น ก็ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ประจำองค์กรนาซ่า

 

โรงเรียนอนุบาลของโต๊ะโตะจังแสดงให้เห็นว่า บรรยากาศการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทัศนคติในแง่ดีช่วยให้นักเรียนค้นพบศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง และสามารถพัฒนาศักยภาพนั้นได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีแรงกดดันจากสังคมรอบข้าง  น่าเสียดายว่าโรงเรียนที่ว่านี้ถูกไฟไหม้เสียหายไปในระหว่างสงคราม และครูใหญ่คนนี้ก็ไม่มีโอกาสได้สร้างโรงเรียนลักษณะนี้ขึ้นมาอีก  ไม่อย่างนั้นแล้ว จำนวนนักเรียนญี่ปุ่นที่เคร่งเครียดกับการเรียนจนกระทั่งต้องฆ่าตัวตาย อาจลดลงกว่าที่ผ่านมาก็เป็นได้

 

เมื่อมองย้อนไปถึงประสบการณ์ของตัวเองในสมัยเรียนชั้นป. 5  ครั้งหนึ่งครูเรียกให้ออกไปแสดงวิธีคิดเลขหน้ากระดาน  เมื่อเดินออกไปก็ใช้วิธีการหารยาวตามที่ถนัดและได้คำตอบตามโจทย์ที่ตั้งไว้  แต่ครูบอกว่าไม่ถูกต้อง เพราะโจทย์ข้อนี้ต้องการให้ใช้วิธีหารสั้น  ด้วยความที่ทำหารสั้นไม่เป็น จึงต้องยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน  พอรู้สึกตัวอีกทีก็ถูกครูบิดหูอย่างแรงแล้วกระชากเสียงว่า ทำไมถึงโง่อย่างนี้ 

 

ในช่วงที่เป็นเด็กนั้น คิดอย่างไรก็ไม่อาจทำความเข้าใจได้ว่า หากได้คำตอบไม่ต่างกันแล้ว ทำไมครูจะต้องบังคับให้คิดในวิธีที่ไม่ถนัดด้วย  และตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ ไม่เคยสามารถคิดเลขด้วยวิธีการหารสั้นได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว  ทั้ง ๆ ที่ต่อจากนั้นยังคงเรียนวิชาเลขในระดับมัธยมต้นได้ดีจนกระทั่งสอบได้คะแนนสูงสุด (คงไม่ใช่วิชาหารสั้นอย่างแน่นอน) 

 

อันที่จริง การเรียนรู้วิธีหารสั้นคงจะมีประโยชน์ในบางแง่  เรื่องนี้คงต้องสอบถามนักคณิตศาสตร์ทั้งหลายดู  แต่วิธีการชี้แนะให้นักเรียนเห็นประโยชน์ของการเรียนรู้เพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้อย่างมีความหมายนั้นแทบจะไม่เคยปรากฏในโรงเรียนเลย  และจากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสมาเมื่อไม่นานมานี้เชื่อว่า เรื่องราวทำนองเดียวกับวิธีการหารสั้นที่เล่ามานี้ยังคงเกิดขึ้นในห้องเรียนอีกหลายแห่ง

 

เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนี้คงช่วยให้เห็นได้ว่า เรื่องของใจนั้นมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก  ทัศนคติและท่าทีที่มีต่อตัวเองเป็นเครื่องกำหนดว่าเราทำอะไรได้หรือไม่ได้ ยิ่งไปกว่าความสามารถที่มีอยู่  เมื่อไหร่ก็ตามที่คิดไปก่อนว่าตัวเองทำไม่ได้  ย่อมคาดเดาผลลัพธ์ได้ไม่ยาก

 

คิดว่าต้นตอของปัญหาทางทัศนคติที่ว่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากการคิดเปรียบเทียบ ถ้าเราไม่ดี คนอื่นก็ต้องดีกว่า ถ้าเราเก่ง คนอื่นก็ไม่เก่ง น้อยคนที่จะไม่คิดเปรียบเทียบตัวเองกับใคร  แม้ในแวดวงปฏิบัติธรรมก็ยังอดเกิดความคิดเปรียบเทียบเช่นนี้ไม่ได้  เราเคร่งกว่า คนอื่นไม่เคร่งเท่าเรา  เขานั่งสมาธิได้นาน เรานั่งไม่ได้เท่าเขา  เขามีบารมีมากกว่าเรา เราสู้เขาไม่ได้ ฯลฯ

 

หากพิจารณาตามความเป็นจริงจะเห็นได้ว่า  คนเราทุกคนมีดีในตัวเองไม่ว่าแง่ใดก็แง่หนึ่ง  คนอื่นก็เช่นกัน  ไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้ เพราะต่างมีเงื่อนไขของชีวิตต่างกัน  เหตุปัจจัยที่แวดล้อมก็แตกต่างกันไปด้วย  การยอมรับความจริงเช่นนี้ทำให้ความรู้สึกในแง่ลบต่อตัวเองลดลง หรือความหยิ่งผยองในความสามารถของตนเองลดลงไปด้วย

 

ถ้าเลิกคิดเปรียบเทียบได้ ก็จะทำงานตามความสามารถได้อย่างมีสุข และเชื่อแน่ว่าจะต้องได้รับผลดีจากการกระทำนั้นไม่มากก็น้อย

เขียนแล้วใน Dhamma, Life in general | Leave a Comment »