เข้มแข็งในความคิด
แสดงความเห็นโดย phrajew บน มีนาคม 2, 2007
นักเรียนไทยแทบทุกคนที่เคยเรียนภาษาอังกฤษ ต่างรู้ดีว่าเรื่องหลักไวยากรณ์นั้นแสนจะเป็นยาขม ยิ่งครูพยายามยัดเยียดกฏต่าง ๆ ให้ท่องจำมากเพียงใด สมองยิ่งพาลที่จะไม่รับ หนักเข้าก็เกิดอาการต่อต้านขึ้นในใจ เห็นว่าเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าจะเรียนรู้ได้ ครั้นถึงโอกาสที่จำเป็นจะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร นักเรียนไทยจำนวนมากจึงรู้สึกเกร็งเพราะกลัวพูดผิดไวยากรณ์ หลายคนบอกว่าเฉพาะอ่านกับฟังนั้นพอไหว แต่จะให้พูดนั้นยังไม่ถนัด ยิ่งเรื่องเขียนด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่
หากมองในแง่ของกระบวนการเรียนรู้ภาษา แสดงว่านักเรียนไทยถนัดทักษะเชิงรับ (receptive skills) มากกว่าทักษะเชิงสร้าง (productive skills) ซึ่งอย่างหลังนี้ใช้มากในการพูดและการเขียน
ลักษณะการเรียนรู้แบบนี้ดูจะสอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยอยู่ไม่น้อย ดังจะเห็นได้ว่าการถกเถียงอภิปรายหรือการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีหลักการนั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยมในสังคมไทย เพราะการกระทำที่ว่านี้ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือ และต้อง ‘สร้าง’ หรือ ‘ผลิต’ ความคิดเห็นออกมาเป็นรูปเป็นร่างให้ผู้อื่นเข้าใจได้ คนที่เคยชินกับการรับฟัง ‘ผู้ใหญ่’ ย่อมไม่ถนัดต่อการออกความเห็นในเชิงโต้แย้งเป็นธรรมดา
อย่างไรก็ตาม เราคงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักวิชาการทั้งหลายจะศึกษาวิเคราะห์ ปัญหาและอุปสรรคของการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในสังคมไทยกันต่อไป แม้ว่าความก้าวหน้าจะสะท้อนให้เห็นจากรายงานการประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้ในปี พ.ศ. 2514 ซึ่งมีเนื้อหาแทบไม่ต่างจากการประชุมระดับชาติครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2548 ก็ตาม
เรื่องที่อยากเล่าสู่กันฟังในครั้งนี้เกิดจากประสบการณ์ที่ได้อยู่ร่วมกับคนตะวันตก แล้วพบว่าสิ่งที่ไม่ค่อยมีการบอกสอนหรือเน้นย้ำให้นักเรียนไทยรับรู้กันเลยก็คือ คนที่ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันอย่างในอังกฤษหรืออเมริกานั้น น้อยคนนักที่จะรู้หลักไวยากรณ์จนถึงขั้นอธิบายให้คนอื่นฟังได้ คนส่วนใหญ่ใช้ไวยากรณ์ไปตามความเคยชิน และที่สำคัญคือใช้ตามความรู้สึกมากกว่าจะใช้ตามหลักที่อธิบายไว้ในตำราเสียด้วยซ้ำ
ยกตัวอย่างเช่น นักเรียนไทยส่วนใหญ่ท่องจำกันมาว่า หากกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตจะต้องผันรูปกิริยาเป็นช่องที่สองเสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้วอาจมีรายละเอียดมากกว่านั้น เพราะถ้าผู้พูดต้องการจะให้เกิดความรู้สึกสดใหม่ต่อเหตุการณ์ก็อาจใช้กิริยาในรูปปัจจุบันได้โดยไม่ถือว่าผิดหลักแต่อย่างใด
นอกจากนี้แล้ว คนที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของภาษาก็ใช่ว่าจะใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องทุกครั้งไป ดังเช่นคนไทยส่วนใหญ่ที่อาจเขียนประโยคกำกวมหรือสะกดคำบางคำไม่ถูกต้อง คนอังกฤษเองก็ไม่ต่างไปจากนั้น พระฝรั่งบางรูปที่อยู่ด้วยกัน เวลาที่เจอคำศัพท์บางคำที่ไม่ได้ใช้บ่อย ๆ ท่านก็ยังต้องถามความหมายจากคนอื่นหรือเปิดพจนานุกรมด้วยเช่นกัน
ตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็มักจะมีคอลัมน์ประเภทจับผิดภาษาให้เห็นอยู่เป็นประจำ ล่าสุดก็เป็นตัวอย่างของการใช้ may กับ might ในรายงานข่าวเลือกตั้งที่สหรัฐ ผู้สื่อข่าวต้องการจะบอกว่าหากรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐประกาศลาออกเสียตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง พรรครีพับลีกันก็ ‘อาจจะ’ ไม่เสียที่นั่งในรัฐสภามากขนาดนี้ ผู้เขียนคอลัมน์นั้นอธิบายว่าความหมาย ‘อาจจะ’ในกรณีที่ว่านี้ ไม่อาจจะใช้ may อย่างที่ผู้สื่อข่าวใช้ได้ เพราะถ้าใช้จะมีความหมายโดยนัยว่า ยังพอมีโอกาสเป็นไปได้อยู่ แต่เหตุการณ์ที่ว่านั้นผ่านไปแล้วและไม่มีทางจะรื้อฟื้นได้อีก จึงควรจะใช้ might มากกว่า
ตัวอย่างที่ว่านี้ทำให้เห็นว่า ต่อให้เป็นมืออาชีพในการใช้ภาษาอย่างนักหนังสือพิมพ์ก็ยังมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้ คนที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาจะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดได้อย่างไร ทัศนคติที่ผ่อนคลายเช่นนี้ทำให้เป็นอิสระในการใช้ภาษามากขึ้น ไม่เกร็งและไม่กลัวต่อข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ และสามารถพัฒนาการใช้ภาษาให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้
ในโลกที่เทคโนโลยีการสื่อสารกระจายเครือข่ายไปทุกพรมแดนอย่างทุกวันนี้ การเรียนรู้ภาษาที่นอกเหนือไปจากภาษาแม่ ควรจะมีจุดมุ่งหมายในการขยายขอบเขตการเรียนรู้ให้กว้างขวางขึ้น และทำให้ผู้เรียนรู้สึกเข้มแข็งยิ่งขึ้นในการที่จะสื่อสารความคิดของตนเองต่อโลกภายนอก มากกว่าจะทำให้ติดตันอยู่กับกรงขังทางภาษา การจะบรรลุเป้าหมายที่ว่านี้ได้ผู้เรียนจะต้องไม่รู้สึกว่ามีข้อถูกผิดตายตัว หรือมีฐานะที่สูงต่ำระหว่างภาษาต่าง ๆ ดังที่ครูไทยมักจะสอนให้นักเรียนรู้สึกว่า ต้องใช้ภาษาอังกฤษให้ได้อย่างฝรั่งเจ้าของภาษา และต้องพยายามทำให้ได้ทัดเทียมกับชาติตะวันตกที่อยู่สูงกว่าเสมอ
นอกจากนี้แล้ว การเรียนรู้ภาษาต้องดำเนินควบคู่กันไปกับการพัฒนาระบบวิธีคิดด้วย เพราะลำพังแค่การเรียนรู้ภาษายังไม่เพียงพอต่อการสร้างความเข้มแข็งทางการเรียนรู้ได้ ยังไม่ต้องกล่าวถึงวิธีการสอนที่เน้นหนักเฉพาะการท่องจำหลักไวยากรณ์ที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกอ่อนแอ ไม่กล้าที่จะสื่อสารเลย
ขึ้นชื่อว่าความคิดที่ดี ต่อให้ภาษาที่ใช้ดูบกพร่องอย่างไรก็จะยังคงฉายแววอันงดงาม แต่ในทางตรงกันข้าม ถึงภาษาจะดี แต่ความคิดไม่เอาไหน ย่อมไม่อาจสื่อสารให้เกิดประโยชน์สุขกับคนหมู่มากได้