ท่าทีต่อชีวิต
แสดงความเห็นโดย phrajew บน มีนาคม 16, 2007
ทัศนคติของคนเราส่งผลต่อชีวิตได้อย่างลึกซี้งชนิดที่คนส่วนใหญ่อาจคาดไม่ถึง ดังผลการวิจัยในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่มีการจัดแบ่งนักเรียนออกเป็นสองห้องโดยใช้คะแนนเฉลี่ยเป็นเกณฑ์ นักเรียนทั้งสองห้องนี้มีกลุ่มคะแนนสูง-กลาง-ต่ำใกล้เคียงกันเกือบทุกประการ เพียงแต่ว่าเกณฑ์ดังกล่าวนี้ถูกเก็บเป็นความลับ แม้กระทั่งครูประจำชั้นก็ไม่รู้รายละเอียดดังกล่าว
นักเรียนห้องก.และห้องข.มีการเรียนการสอนเหมือนกันตามปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงหนึ่งภาคการศึกษา ผลการทดสอบปลายภาคพบว่า นักเรียนห้องก. มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่านักเรียนห้องข. อย่างเห็นได้ชัด
นักวิจัยอธิบายสาเหตุที่ผลการเรียนออกมาต่างกันเช่นนั้น โดยสรุปจากการสังเกตและการสัมภาษณ์ระหว่างวิจัยว่า ถึงแม้นักเรียนทั้งสองกลุ่มจะไม่แตกต่างกันในช่วงเริ่มต้น แต่ทัศนคติของครูและผู้ปกครองที่มีต่อการจัดแบ่งห้องนี้ต่างกัน ส่งผลให้ทัศนคติต่อตัวเองของนักเรียนทั้งสองกลุ่มต่างกันไปด้วย
นักเรียนในห้องก. คิดว่าตนเองเรียนได้ดี รวมทั้งครูและผู้ปกครองก็คิดไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เกิดกำลังใจในการเรียนมากขึ้น กลุ่มที่เคยสอบได้คะแนนต่ำก็มีการปรับปรุงตัวเองได้อย่างน่าพึงพอใจ ในทางตรงกันข้าม กลุ่มนักเรียนในห้องข. รู้สึกในแง่ลบกับตัวเอง ทำให้นักเรียนที่เคยสอบได้คะแนนสูงมาก่อนหมดกำลังใจที่จะเรียนรู้ และพลอยย่ำแย่ไปด้วยกันกับกลุ่มอื่น ๆ ในห้อง
ผลการวิจัยเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามถึงโรงเรียนชื่อดังทั้งหลายที่มีการแบ่งออกเป็นห้องคิง ห้องควีน ไปจนถึงห้องบ๊วยสุด และหากจะว่าไปแล้ว ตนเองก็เป็นผลผลิตของการศึกษาในระบบที่ว่านี้เช่นกัน เพราะในช่วงที่เรียนหนังสือ ครูจัดให้อยู่ในห้องแรกมาโดยตลอด แม้กระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังมีการจัดกลุ่มเรียนวิชาภาษาอังกฤษตามลำดับคะแนน เลยชักไม่แน่ใจว่า หากครูจัดให้อยู่ในห้องบ๊วยมาตั้งแต่ต้น วิถีชีวิตจะเปลี่ยนไปในรูปใด
ถ้ามองในแง่มุมนี้แล้ว ระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ก็ออกจะน่ากลัวอยู่ไม่น้อย ถ้าเด็กคนไหนแสดงศักยภาพทางวิชาการต่ำในช่วงเริ่มต้น (ซึ่งควรจะตั้งคำถามด้วยเช่นกันว่าใช้เกณฑ์อะไรมาวัด) ก็เป็นอันว่าแทบจะหมดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง หรือค้นพบความสามารถในด้านอื่น ๆ ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าด้านวิชาการเลย
เรื่องทำนองนี้ชวนให้นึกถึง วรรณกรรมเยาวชนเรื่องโต๊ะโตะจังที่เคยอ่านตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม หนังสือเล่มนี้เป็นเกร็ดชีวิตจริงของเด็กหญิงชาวญี่ปุ่นในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง โต๊ะโตะจังเป็นเด็กที่มีแบบแผนการเรียนต่างไปจากเด็กอื่น ๆ เพราะเธอไม่ยอมนั่งอยู่นิ่ง ทำให้เธอถูกไล่ออกจากโรงเรียนอนุบาลหลายแห่ง เคราะห์ดีที่คุณแม่ของโต๊ะโตะจังสามารถหาโรงเรียนที่เหมาะกับเธอได้ในที่สุด
โรงเรียนอนุบาลที่ว่านี้ใช้ตู้รถไฟเก่ามาทำเป็นห้องเรียน และมีครูใหญ่ที่เข้าใจพัฒนาการของเด็กและมีแนวคิดทางการศึกษาล้ำหน้าเกินยุค ที่โรงเรียนแห่งนี้จึงเปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกเรียนวิชาต่าง ๆ ตามลำดับความสนใจ เช่น บางคนก็เรียนวิทยาศาสตร์เป็นลำดับแรก หรือบางคนก็นั่งทำโจทย์คณิตศาสตร์ ในขณะที่เพื่อนนั่งคัดลายมือเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีวิชาเดินเล่น วิชากระโดดเป็นจังหวะตามโน๊ตดนตรี และมีการแข่งขันกีฬาชนิดที่นักเรียนพิการสามารถกวาดรางวัลชนะเลิศได้ทุกครั้งอีกด้วย
ความทรงจำเรื่องหนึ่งที่โต๊ะโตะจังบันทึกเอาไว้คือ ระหว่างที่เธอกำลังเล่นอะไรอยู่ตามลำพัง ครูใหญ่มักจะเดินเข้ามาคุยกับเธอแล้วบอกว่า ‘อันที่จริงหนูเป็นเด็กดีนะ’ คำพูดที่ว่านี้ทำให้โต๊ะโตะจังรู้สึกภูมิใจในตัวเองเป็นอย่างมาก และยังจดจำคำพูดนี้ได้แม้กระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
เมื่อโตขึ้น โต๊ะโตะจังซึ่งเคยเป็นเด็กที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียนอนุบาลหลายแห่ง ได้กลายเป็นนักแสดงทางโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้เธอยังได้รับเลือกให้เป็นทูตสันติภาพขององค์การสหประชาชาติอีกด้วย เพื่อนร่วมชั้นอนุบาลของโต๊ะโตะจังคนหนึ่งที่ชอบทำการทดลองวิทยาศาสตร์ก่อนวิชาอื่น ก็ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ประจำองค์กรนาซ่า
โรงเรียนอนุบาลของโต๊ะโตะจังแสดงให้เห็นว่า บรรยากาศการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทัศนคติในแง่ดีช่วยให้นักเรียนค้นพบศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง และสามารถพัฒนาศักยภาพนั้นได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีแรงกดดันจากสังคมรอบข้าง น่าเสียดายว่าโรงเรียนที่ว่านี้ถูกไฟไหม้เสียหายไปในระหว่างสงคราม และครูใหญ่คนนี้ก็ไม่มีโอกาสได้สร้างโรงเรียนลักษณะนี้ขึ้นมาอีก ไม่อย่างนั้นแล้ว จำนวนนักเรียนญี่ปุ่นที่เคร่งเครียดกับการเรียนจนกระทั่งต้องฆ่าตัวตาย อาจลดลงกว่าที่ผ่านมาก็เป็นได้
เมื่อมองย้อนไปถึงประสบการณ์ของตัวเองในสมัยเรียนชั้นป. 5 ครั้งหนึ่งครูเรียกให้ออกไปแสดงวิธีคิดเลขหน้ากระดาน เมื่อเดินออกไปก็ใช้วิธีการหารยาวตามที่ถนัดและได้คำตอบตามโจทย์ที่ตั้งไว้ แต่ครูบอกว่าไม่ถูกต้อง เพราะโจทย์ข้อนี้ต้องการให้ใช้วิธีหารสั้น ด้วยความที่ทำหารสั้นไม่เป็น จึงต้องยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน พอรู้สึกตัวอีกทีก็ถูกครูบิดหูอย่างแรงแล้วกระชากเสียงว่า ‘ทำไมถึงโง่อย่างนี้’
ในช่วงที่เป็นเด็กนั้น คิดอย่างไรก็ไม่อาจทำความเข้าใจได้ว่า หากได้คำตอบไม่ต่างกันแล้ว ทำไมครูจะต้องบังคับให้คิดในวิธีที่ไม่ถนัดด้วย และตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ ไม่เคยสามารถคิดเลขด้วยวิธีการหารสั้นได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้ง ๆ ที่ต่อจากนั้นยังคงเรียนวิชาเลขในระดับมัธยมต้นได้ดีจนกระทั่งสอบได้คะแนนสูงสุด (คงไม่ใช่วิชาหารสั้นอย่างแน่นอน)
อันที่จริง การเรียนรู้วิธีหารสั้นคงจะมีประโยชน์ในบางแง่ เรื่องนี้คงต้องสอบถามนักคณิตศาสตร์ทั้งหลายดู แต่วิธีการชี้แนะให้นักเรียนเห็นประโยชน์ของการเรียนรู้เพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้อย่างมีความหมายนั้นแทบจะไม่เคยปรากฏในโรงเรียนเลย และจากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสมาเมื่อไม่นานมานี้เชื่อว่า เรื่องราวทำนองเดียวกับวิธีการหารสั้นที่เล่ามานี้ยังคงเกิดขึ้นในห้องเรียนอีกหลายแห่ง
เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนี้คงช่วยให้เห็นได้ว่า เรื่องของใจนั้นมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก ทัศนคติและท่าทีที่มีต่อตัวเองเป็นเครื่องกำหนดว่าเราทำอะไรได้หรือไม่ได้ ยิ่งไปกว่าความสามารถที่มีอยู่ เมื่อไหร่ก็ตามที่คิดไปก่อนว่าตัวเองทำไม่ได้ ย่อมคาดเดาผลลัพธ์ได้ไม่ยาก
คิดว่าต้นตอของปัญหาทางทัศนคติที่ว่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากการคิดเปรียบเทียบ ถ้าเราไม่ดี คนอื่นก็ต้องดีกว่า ถ้าเราเก่ง คนอื่นก็ไม่เก่ง น้อยคนที่จะไม่คิดเปรียบเทียบตัวเองกับใคร แม้ในแวดวงปฏิบัติธรรมก็ยังอดเกิดความคิดเปรียบเทียบเช่นนี้ไม่ได้ เราเคร่งกว่า คนอื่นไม่เคร่งเท่าเรา เขานั่งสมาธิได้นาน เรานั่งไม่ได้เท่าเขา เขามีบารมีมากกว่าเรา เราสู้เขาไม่ได้ ฯลฯ
หากพิจารณาตามความเป็นจริงจะเห็นได้ว่า คนเราทุกคนมีดีในตัวเองไม่ว่าแง่ใดก็แง่หนึ่ง คนอื่นก็เช่นกัน ไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้ เพราะต่างมีเงื่อนไขของชีวิตต่างกัน เหตุปัจจัยที่แวดล้อมก็แตกต่างกันไปด้วย การยอมรับความจริงเช่นนี้ทำให้ความรู้สึกในแง่ลบต่อตัวเองลดลง หรือความหยิ่งผยองในความสามารถของตนเองลดลงไปด้วย
ถ้าเลิกคิดเปรียบเทียบได้ ก็จะทำงานตามความสามารถได้อย่างมีสุข และเชื่อแน่ว่าจะต้องได้รับผลดีจากการกระทำนั้นไม่มากก็น้อย