สมัยเรียนชั้นมัธยมปลาย มีรุ่นพี่คนหนึ่งที่หน้าตาหล่อเหลาและเคยสอบได้คะแนนในระดับหนึ่งในสิบของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นนักเปียโนมือเยี่ยมที่สอบผ่านระดับสูงสุดของทรินิตี้คอลเลจได้เป็นคนแรกในภาคเหนืออีกด้วย ชื่อเสียงของรุ่นพี่คนนี้มักจะขจรขจายให้ได้ยินอยู่เสมอ ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่รู้สึกทึ่งและอดที่จะอิจฉาไม่ได้ ใครเล่าจะพรั่งพร้อมได้ถึงขนาดนั้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากเรียนจบมัธยมปลายได้หมาด ๆ ยังไม่ทันเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่สอบได้ รุ่นพี่คนนี้ก็เดินออกจากบ้านในกลางดึกของคืนวันหนึ่ง แล้วกระโจนใส่รถที่กำลังแล่นมาด้วยความเร็วสูง ชีวิตที่อยู่ในวัยรุ่งโรจน์จึงลับล่วงไปในชั่วพริบตา เรื่องนี้กลายเป็นข่าวดังข้ามปีของโรงเรียนในสมัยนั้น
แม้จะมีคนเดากันว่าเป็นปัญหาในครอบครัว แต่ก็ไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริงว่า อะไรกันแน่ทำให้รุ่นพี่คนดังกล่าวตัดสินใจฆ่าตัวตาย คนที่ได้รับรู้เรื่องนี้ต่างพากันมึนงงและเศร้าใจที่คนมีคุณสมบัติมากขนาดนั้นต้องมาด่วนจากโลกนี้ไป
ย้อนหลังไปกว่านั้น ในสมัยเรียนมัธยมต้นมีเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เพื่อนที่ว่านี้เป็นเสมือนคู่แข่งขันทางการเรียนเพราะมักจะได้คะแนนสูสีกันเสมอ อุบัติเหตุดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดฝันและทำให้บรรยากาศในห้องเรียนดูว่างเปล่าไปถนัดใจ รางวัลเรียนดีที่ได้ในแต่ละปีหลังจากนั้นดูจะด้อยความหมายลงไปไม่น้อย เพราะอดนึกในใจไม่ได้ว่า หากเพื่อนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้
เมื่อมองย้อนหลังไป ความตายของบุคคลทั้งสองดูจะมีอิทธิพลต่อความนึกคิดในวัยเยาว์อยู่ไม่น้อย เพราะด้วยความที่เป็นเด็กเรียนดีมาแต่ไหนแต่ไร ความใฝ่ฝันในชีวิตจึงไม่ต่างกัน คือ อยากได้ชื่อว่าเป็นคนเรียนเก่งและมีความสามารถเป็นที่ยอมรับของใคร ๆ รวมทั้งเป็นที่น่าชื่นชมและน่าอิจฉาในแวดวงเพื่อนฝูง แต่เมื่อคนที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความสำเร็จต้องเสียชีวิตไปกระทันหันอย่างนี้ ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า ความสำเร็จดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชีวิตจริงหรือไม่
แม้สมัยนั้นจะยังไม่อาจคิดวิเคราะห์ได้อย่างทุกวันนี้ แต่รู้สึกได้ชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้ชีวิตเป็นเพียงเท่าที่เห็น และต้องการแสวงหาอะไรบางอย่างที่ลึกไปกว่าความสำเร็จทางการเรียนหรือหน้าที่การงาน ด้วยเหตุนี้จึงชอบอ่านหนังสือในเชิงปรัชญาและมีความคิดผิดแผกจากเพื่อนรุ่นเดียวกัน น่าจะเป็นนักเรียนคนเดียวภายในรุ่นที่อ่านหนังสือของท่านอาจารย์พุทธทาสมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมต้น
เมื่อได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมแล้วจึงเข้าใจได้ว่า ชีวิตไม่เคยสร้างความพึงพอใจอย่างเต็มเปี่ยมให้ใครได้เลย เพราะไม่ว่าจะประสบความสำเร็จในเรื่องใด ก็จะยังมีเรื่องอื่นให้ไขว่คว้าดิ้นรนอยู่อีกร่ำไป หลายคนที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จในสายตาของคนอื่นจึงอาจจะไม่ได้พึงพอใจอย่างที่คิดกัน ในทางตรงกันข้ามอาจยิ่งรู้สึกผิดหวังและกดดันต่อตัวเองที่ล้มเหลวในบางเรื่องก็เป็นได้
ดังรุ่นพี่มัธยมปลายคนดังกล่าว เมื่อมองย้อนหลังไปกลับรู้สึกว่าน่าสงสาร หากได้รู้วิธีการจัดการกับจิตใจของตัวเองที่ดีกว่านั้น เขาก็อาจจะผ่านพ้นปัญหาหนักหน่วงทางใจไปได้ และอาจจะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ๆ ได้อีกมาก
เมื่อระลึกถึงความตายด้วยท่าทีเช่นนี้ได้ บุคคลที่ล่วงลับไปก็เป็นดั่งผู้มีพระคุณของเรา เพราะทำให้เกิดความนึกคิดอันนำไปสู่การปฏิบัติธรรม และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เลือกใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น ไม่ว่าบุคคลทั้งสองจะสถิตอยู่ ณ แห่งหนใด ก็ขอให้ได้รับอานิสงส์แห่งการปฏิบัติธรรมทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคตด้วยเทอญ
หมายเหตุสำหรับผู้ที่สนใจปฏิบัติสมาธิภาวนา
เนื้อหาของข้อเขียนนี้เป็นส่วนหนึ่งจากการภาวนาเพื่อระลึกถึงผู้มีอุปการคุณต่อชีวิต (recollections of gratitude) โดยระลึกถึงประโยชน์ที่ได้รับจากบุคคลต่าง ๆ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม จากนั้นก็น้อมอุทิศส่วนกุศลจากการปฏิบัติธรรมไปให้บุคคลนั้น ใจของผู้ปฏิบัติจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกขอบคุณต่อชีวิต นับเป็นหัวข้อในการภาวนาอย่างหนึ่งเพื่อเตรียมใจให้เหมาะกับการปฏิบัติธรรมขั้นสูงต่อไป