ชีวิตนี้แสนยาก
แสดงความเห็นโดย phrajew บน เมษายน 6, 2007
ในโลกนี้มีใครรับรองได้บ้างว่า เรื่องราวที่ไม่คาดฝันจะไม่อุบัติขึ้นกับชีวิต
หนุ่มชาวเวียตนามคนหนึ่งวาดฝันเอาไว้ตั้งแต่เด็กว่า สักวันหนึ่งจะต้องมาเหยียบแผ่นดินอังกฤษให้ได้ หลังจากเรียนจบด้านสถาปัตยกรรมในกรุงฮานอย พ่อแม่ก็ลงทุนใช้เงินที่เก็บหอมรอบริบมานานกว่าสามสิบปี เพื่อส่งเสียให้เขามาเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยคิงสตัน
ระยะเวลาหนึ่งปีในอังกฤษผ่านไปอย่างมีความสุข เขาเรียนจบหลักสูตรทางภาษาและกำลังเริ่มต้นเรียนปริญญาโท ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตดูจะเป็นประสบการณ์แห่งการเรียนรู้ที่น่าสนใจ และเริ่มเชื่อมั่นว่าแผนการศึกษาที่วาดเอาไว้จะกลายเป็นจริงในระยะเวลาอันใกล้นี้
แต่แล้วในเย็นวันหนึ่ง ระหว่างที่ยืนรอรถไฟอยู่ตรงชานชาลา กลุ่มนักฟุตบอลเยาวชนที่อยู่ข้าง ๆ ก็เล่นผลักกันตามประสาวัยรุ่น แรงผลักทำให้หนึ่งในนั้นพลัดตกลงไปบนรางรถไฟและเกี่ยวเอาหนุ่มชาวเวียตนามให้พลอยตกลงไปด้วย โดยในขณะนั้นรถไฟกำลังแล่นเข้ามาพอดี
กว่าที่พ่อแม่ซึ่งอยู่อีกซีกโลกหนึ่งจะได้รู้ข่าวการเสียชีวิตของเขา ก็เป็นระยะเวลากว่าสองวัน คงไม่ต้องบอกว่าหัวใจของพ่อแม่จะสลายลงไปเพียงใดเมื่อได้รับข่าวนี้ ภาพถ่ายของเขาที่ยืนอยู่บริเวณหอคอยลอนดอนและจตุรัสทราฟัลการ์ยิ่งทำให้พ่อแม่น้ำตาไหลพราก
คนที่ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้สูญเสียหรือเป็นคนในครอบครัวมักจะมองเห็นได้ไม่ยากว่า ความพลัดพรากเป็นความจริงของชีวิตที่ทุกคนต้องยอมรับ แต่ครั้นเมื่อเกิดขึ้นกับตัว จะมีสักกี่รายที่จะหักห้ามใจไม่ให้โศกเศร้า อย่าว่าแต่จะทำใจให้ยอมรับได้เลย
คิดว่าข่าวนี้สร้างความรู้สึกสะเทือนใจให้คนอ่านจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในแถบเอเชีย เพราะชีวิตของหนุ่มเวียตนามคนที่ว่านี้ดูจะเป็นตัวแทนของคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่มาแสวงหาความก้าวหน้าในชีวิตจากการศึกษาในประเทศอังกฤษ แต่คงไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จตามปรารถนา
คำถามที่ไม่มีใครย้อนเวลาไปถามกันได้คือ หากรู้ว่าชีวิตจะเป็นไปเช่นนี้ จะยังเลือกเส้นทางเดียวกันอยู่หรือไม่ เพราะสถานการณ์แวดล้อมของชีวิตในแต่ละขณะต่างหากที่ทำให้ตัดสินใจทำอะไรอย่างที่ควรจะเป็น และไม่มีอะไรเป็นเครื่องชี้วัดได้อย่างชัดเจนว่า การตัดสินใจแบบใดจะถูกหรือผิดกันแน่ แต่อย่างน้อยเรื่องราวไม่คาดฝันที่อาจอุบัติขึ้นกับชีวิต ควรจะทำให้เราฉุกคิดขึ้นได้บ้าง และไม่รู้สึกนิ่งนอนใจกับชีวิต
หากมองในอีกแง่หนึ่ง ความผันแปรอันคาดเดาไม่ได้นี้เองที่ทำให้ชีวิตในแต่ละขณะมีคุณค่ากว่าที่เราคิดไว้ เพราะหากทุกอย่างเป็นไปดังหวัง เราก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังและทะนุถนอมแต่ประการใด สิ่งที่ต้องทำอาจมีเพียงแค่รอเวลาที่จะชื่นชมผลสำเร็จดังที่หวังไว้เท่านั้น แต่ในเมื่อเราไม่มีทางรู้ได้แน่นอนว่าจะไปถึงจุดหมายที่ตั้งไว้จริงหรือไม่ การดำรงชีวิตอยู่ในแต่ละวันจึงเป็นสิ่งที่มีความหมาย เพราะเป็นความจริงที่ยังจับต้องได้และยังสามารถสร้างความสุขให้เกิดขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม น้อยคนที่จะชื่นชมกับชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะมักจะมองเห็นแต่ปัญหาและความน่าหงุดหงิดรำคาญใจเต็มไปหมด แต่ถ้ามีโอกาสได้ถามตัวเองอย่างจริงจังดูบ้าง จะพบว่าสิ่งที่ทำให้ยุ่งยากลำบากใจนั้นเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความพลักพรากสูญเสียอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต
การหมั่นระลึกถึงความเปราะบางของชีวิตทั้งของตนเองและคนรอบข้างอยู่เสมอ ไม่เพียงแต่จะทำให้เราใช้ชีวิตอยู่กับความจริงอันเป็นสัจธรรมเท่านั้น แต่ยังทำให้เราเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้นด้วย และหากเราดำเนินชีวิตไปด้วยหลักความจริงเช่นนี้ ย่อมมีเรื่องราวเล็กน้อยจำนวนมากที่เราไม่จำเป็นต้องคิด หรือแม้แต่จะเก็บเอามาใส่ใจ
ลองพิจารณาดูให้ดีว่า เรื่องอากาศร้อน รถติด คนขับรถปาดหน้า ลูกน้องทำงานไม่ได้ดั่งใจ ความเห็นขัดแย้งกับเพื่อน ฯลฯ เรื่องเหล่านี้มีความสำคัญต่อความสุขความทุกข์อย่างแท้จริงหรือไม่ ถ้าต้องจากโลกนี้ไปในวันนี้ เราจะยังคิดถึงเรื่องเหล่านี้อยู่อีกหรือไม่
ชีวิตนี้อาจจะดูแสนยากในการประคับประคองให้ลุล่วงไปด้วยดี แต่แท้จริงแล้ว ตัวการหลักที่ทำให้ชีวิตแสนยากย่อมไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากตัวของเรานั่นเอง