การงานของชีวิต
แสดงความเห็นโดย phrajew บน เมษายน 13, 2007
หลังจากที่บวช เคยพูดให้หลายคนฟังว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ไม่มีการงานชนิดใดที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้มากเท่ากับการปฏิบัติธรรมอีกแล้ว แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังคิดอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง
ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จัดว่าเป็นเด็กเรียนดีและได้คะแนนอยู่ในลำดับต้น ๆ มาโดยตลอด ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่คนขยันท่องหนังสือมากนัก เมื่อมองย้อนอดีตครั้งใด ไม่เคยเห็นภาพของตัวเองนั่งอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบเลย แม้กระทั่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ในคณะที่จัดว่าคะแนนสูงในช่วงนั้น ก็ไม่ได้อ่านตำราอย่างเอาจริงเอาจังเช่นกัน เพราะช่วงที่รู้สึกตื่นตัวเข้าจริง ๆ ก็เป็นวันที่เพื่อน ๆ สายวิทย์มาบ่นให้ฟังว่าข้อสอบยากมาก (ในสมัยนั้น คนที่สอบวิชาสายศิลป์จะสอบหลังจากสายวิทย์อยู่ราว ๆ หนึ่งสัปดาห์) คิดดูแล้วก็น่าหวาดเสียวอยู่ไม่น้อย ที่เอาชะตาชีวิตทางการเรียนไปแขวนไว้กับช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง
เหตุที่นิ่งนอนใจได้ถึงปานนั้น เป็นเพราะบังเอิญว่าสอบเทียบได้ตั้งแต่เรียนชั้นม. 4 ทำให้มีโอกาสทดลองสอบเข้ามหาวิทยาลัยตลอดทั้งสามปีที่เรียนชั้นมัธยมปลาย ความคุ้นเคยกับข้อสอบทำให้จับทิศทางในการเดาคำตอบได้มาก ความสามารถอย่างหนึ่งที่มีคือ การตัดตัวเลือกให้เหลือเพียงสองตัวเลือกได้เป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าจะเป็นข้อยากที่ไม่เคยผ่านสายตามาก่อนก็ตาม การทำได้เช่นนี้ทำให้โอกาสในการเดาคำตอบได้ถูกมีมากกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว
พูดอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นคนมีโชคในการทำข้อสอบก็ได้ เพราะแม้กระทั่งข้อสอบวิชาคำนวณที่ต้องเขียนคำตอบลงไป ก็ยังเคยเดาได้ถูกต้องและเก็บคะแนนเปล่า ๆ ข้อละ 5 คะแนนได้มาแล้ว (ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีการแข่งขันสูงนั้น แม้เพียงหนึ่งคะแนนก็มีความหมาย) เพื่อนคนหนึ่งเคยถามว่าทำได้อย่างไร ตอบได้ว่าไม่ยากเลย เพราะข้อสอบทำนองนี้จะต้องมีคำตอบที่ทำให้ฝนดินสอลงไปได้ไม่เกินเลข 0-9 และเท่าที่เคยผ่านมาก็รู้ว่าคำตอบที่ปรากฏบ่อย ๆ ในวิชาฟิสิกส์นั้น ถ้าไม่เป็น 0 ก็ต้องเป็น 2 หรือ 5 เป็นส่วนใหญ่ และบังเอิญข้อที่ว่านั้นคำตอบเป็น 5 ตามที่เดาไว้จริง ๆ (คิดว่าหากคนออกข้อสอบได้ยินเรื่องนี้เข้า อาจจะกระเด็นตกโต๊ะที่เผลอเปิดช่องโหว่ได้มากขนาดนั้น)
เคราะห์ดีที่การสอบสายวิทย์ในสองครั้งแรกนั้นไม่ติดในคณะที่ต้องการ จึงทำให้ตัดสินใจหันเหชีวิตได้ทันท่วงที เพราะถ้าขืนสอบเข้าได้ด้วยการเดาเช่นนี้ เห็นจะเรียนไปไม่รอดเป็นแน่ และพอหันมาทำข้อสอบสายศิลป์ก็พบว่า ยิ่งเดาคำตอบได้ง่ายเข้าไปใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาสังคม ภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ (คนส่วนใหญ่คงไม่อยากเชื่อว่า วิชาหลังสุดนี้เดาง่ายกว่าวิชาอื่น แต่ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ) เวลาทำข้อสอบเก่า ๆ จึงค่อนข้างมั่นใจว่าจะสอบได้ เพิ่งจะรู้สึกตกใจก็ตอนที่มีคนบอกว่าข้อสอบปีนี้ยากกว่าทุกปีดังที่เล่าไปแล้วนั่นเอง
ด้วยเหตุที่กล่าวมา จึงไม่ค่อยรู้สึกภาคภูมิใจในผลการสอบของตัวเองนัก เรื่องดีใจที่สอบได้นั้นก็เป็นธรรมดา แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีความสามารถอย่างแท้จริงเลย
ช่วงหลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ความพยายามทางการเรียนยิ่งลดน้อยไปกันใหญ่ เพราะให้ความสนใจกับการทำกิจกรรมอื่น ๆ มากกว่าการเข้าชั้นเรียน ไม่ว่าจะเป็นการออกค่ายอาสา การทำละคร หรืออื่น ๆ โชคดีที่ว่าวิชาที่เรียนนั้นพอจะใช้ความรู้รอบตัวไปปรับใช้ในการเขียนตอบได้ จึงทำให้สอบผ่านมาได้โดยตลอด
เท่าที่นึกทบทวนดูแล้ว พบว่ามีเรื่องที่ออกจะน่าอายอยู่สักหน่อยคือ การได้เกรดเอในวิชาถ่ายภาพเบื้องต้นโดยที่ใช้กล้องถ่ายรูปไม่เป็นเลยและใช้วิธีขอยืมภาพจากเพื่อนไปส่งเป็นผลงานภาคปฏิบัติ ในบรรดาวิชาทั้งหมดที่ได้เรียน มีเพียงสองสามวิชาเท่านั้นที่ได้เกรดเอมาด้วยความภาคภูมิใจ โดยหนึ่งในนั้นคือ วิชาว่ายน้ำที่ตั้งต้นจากว่ายไม่เป็นเลย จนกระทั่งแอบฟังเทคนิคจากครูที่กำลังสอนเด็กชั้นประถมอยู่ข้าง ๆ แล้วเก็บมาฝึกซ้อมจนว่ายได้เกือบทุกท่าและผ่านเกณฑ์อันมหาโหดของอาจารย์ประจำวิชามาได้ (เรื่องเรียนวิชาว่ายน้ำตอนโตนี้คิดว่ามีเกร็ดที่ยาวพอจะเขียนได้อีกหนึ่งตอนเลยทีเดียว)
เมื่อชีวิตในยามฆราวาสเป็นเช่นนี้ ครั้นต้องมานอนกับพื้นดินกลางป่า ตื่นตีสาม ฉันอาหารมื้อเดียว เดินบิณฑบาตเท้าเปล่าบนทางที่เต็มไปด้วยกรวดคม ๆ แถมยังต้องนั่งสมาธิและฟังเทศน์แบบยาวนานอีก คงไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะสาหัสสากรรจ์เพียงใด ลำพังแค่ทนนั่งสมาธิได้อย่างเดียวนั้น ก็คิดว่าได้ใช้ความพยายามเกินกว่าที่ใช้มาทั้งหมดในชีวิตแล้ว ไม่ต้องนับถึงความอดทนในการรักษาพระวินัยในด้านอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน
ที่เล่ามานี้ ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งแต่ประการใด แต่รู้สึกว่าได้ทุ่มเทความพยายามต่าง ๆ ลงไปไม่น้อย ทำให้กลายเป็นการงานที่ภาคภูมิใจที่สุดของชีวิต ต่อให้เคยได้รับรางวัลเรียนดี ได้ทุนการศึกษา สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ในคณะที่ใคร ๆ อยากเข้า หรือประสบความสำเร็จอื่นใดในชีวิต ก็ยังอาจจะไม่ภาคภูมิใจได้เท่านี้ แม้ว่าจะยังไม่ได้บรรลุธรรมใด ๆ และยังคงมีโลภ โกรธ หลงครบทั้งสามประการ ก็ยังรู้สึกว่าคุ้มค่ากับวันเวลาและความพยายามทั้งหมด คิดว่าหากทุ่มเทได้มากกว่านี้ อาจจะได้ผลดีกว่าที่เป็นอยู่ด้วยซ้ำไป แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องของความนึกคิดเท่านั้น
ในชีวิตของคนเรา หากได้พบเป้าหมายที่ชัดเจนของการอยู่บนโลกใบนี้ รู้ว่าอะไรที่เป็นการงานสำคัญของชีวิต และมีโอกาสที่จะได้ทำงานนั้นอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพียงเท่านี้ก็มั่นใจได้ว่า จะลาจากโลกนี้ไปโดยไม่รู้สึกผิดหวังต่อการใช้ชีวิตเลยแม้แต่น้อย
ไม่ว่าบุญกุศลใดที่ได้ทำทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ขอจงส่งผลให้ได้ทำการงานของชีวิตจนถึงที่สุดของการงานนั้น เชื่อว่าที่กล่าวมานี้เป็นคำอธิษฐานสูงสุดของความเป็นชาวพุทธ
Air กล่าว
นมัสการค่ะ
อ่านเรื่องนี้แล้ว ก็ให้คิดถึงสมัยเรียน ซึ่งเป็นคนอ่านหนังสือสอบแค่หนึ่งคืนก่อนสอบ
แต่พอชีวิตพลิกผัน หันมาสนใจธรรมะ นั่งอ่านนั่งฟังได้ไม่เบื่อ และแม้จะฝึกหัดด้วยการปฏิบัติไม่ได้อย่างสม่ำเสมออย่างที่ตั้งใจ แต่ก็นับว่ามากกว่าเมื่อสมัยเรียนหนังสือ
คงเป็นเพราะคราวนี้ บททดสอบไม่ได้ถูกหยิบยื่นมาจากคนอื่น แต่อยู่ที่ภายในตัวเราเอง
และนับวัน เป้าหมายที่ท่านจิ๋วเคยบอกว่าควรจะมี ก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ