<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>The Countryside of Chithurst</title>
	<atom:link href="http://phrajew.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://phrajew.wordpress.com</link>
	<description>Reflections of Buddhist monastic life in England</description>
	<lastBuildDate>Sun, 10 Jun 2007 19:22:45 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<cloud domain='phrajew.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/459a4b9e57499a3393f2a8f202f680ed?s=96&#038;d=http://s.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>The Countryside of Chithurst</title>
		<link>http://phrajew.wordpress.com</link>
	</image>
			<item>
		<title>จากลาด้วยรอยยิ้ม</title>
		<link>http://phrajew.wordpress.com/2007/06/10/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://phrajew.wordpress.com/2007/06/10/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 10 Jun 2007 19:22:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>phrajew</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dhamma]]></category>
		<category><![CDATA[Life in general]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://phrajew.wordpress.com/2007/06/10/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a1/</guid>
		<description><![CDATA[
 
ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา ชีวิตของคนเราก็คงจะเป็นอย่างนั้น  ไม่ว่าจะทำอะไรหรืออยู่ที่ไหน ล้วนแต่เป็นของชั่วคราวที่จะต้องมีการยุติลงสักวันหนึ่ง  ความจริงข้อนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกหรือความต้องการของใคร  ถึงจะชอบหรือไม่ชอบก็ต้องเป็นไปอย่างนั้นอยู่ดี
 นับตั้งแต่มาถึงอังกฤษเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมของปีที่ผ่านมา  วันเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนแทบไม่มีโอกาสได้นั่งคิดถึงเมืองไทย  เพิ่งช่วงใกล้จะกลับนี้เองที่เริ่มนึกว่ามีอะไรที่จะต้องกลับไปทำบ้าง  แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะมีแต่ช่วงเวลาที่เป็นสุขหรือสนุกสนานจนไม่ทันคิดถึงเรื่องอื่นแต่ประการใด  เพียงแต่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นจะต้องคิดล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาก็ค่อย ๆ คิดอ่านกันต่อไปเท่านั้นเอง 
ด้วยความที่ปรับตัวให้เข้ากับความเป็นอยู่ในวัฒนธรรมตะวันตกได้อย่างกลมกลืน  เพื่อนหลายคนจึงล้อว่า สงสัยจะต้องกลับไปเรียนรู้วัฒนธรรมไทยใหม่อีกกระมัง หารู้ไม่ว่าที่จริงแล้ววัฒนธรรมไทยนั่นเองที่เป็นปัจจัยสำคัญของการปรับตัว เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว คนไทยมีนิสัยค่อนข้างยืดหยุ่น ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับความคิดเห็นของตนเองจนเกินไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้ยอมรับความแตกต่างได้ไม่ยากนัก และส่งผลให้ปรับตัวได้ง่ายตามไปด้วย
 
การอยู่ร่วมกับคนหมู่มาก ไม่ว่าจะต่างวัฒนธรรมกันมากน้อยเพียงใด ย่อมจะต้องมีข้อขัดแย้งหรือความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้นบ้างเป็นธรรมดา  การคลี่คลายปัญหาที่ว่านี้ต้องอาศัยการเปิดใจให้กว้าง  ไม่เอาแต่ความเห็นของตนเองเป็นเครื่องตัดสินแต่ถ่ายเดียว และพยายามทำความเข้าใจรากฐานที่มาของวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้   
 
เท่าที่ผ่านมาคิดว่าใช้ชีวิตท่ามกลางชุมชนตะวันตกได้อย่างราบรื่นและเป็นสุขพอสมควร  สามารถสืบสานสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้หลากหลายและมีโอกาสทำประโยชน์ให้กับชุมชนที่อยู่ได้ไม่น้อย  ทั้งนี้เนื่องจากมีบทบาทอยู่ตรงกลางระหว่างผู้ที่อาวุโสกับคนที่เข้ามาใช้ชีวิตในวัดได้ไม่นานนัก  ทำให้ได้รับฟังปัญหาและช่วยให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ บ่อยครั้ง  การที่ทำบทบาทนี้ได้ก็ไม่จำเป็นต้องเก่งหรือฉลาดล้ำเลิศแต่ประการใด เพราะบางคราวคนเราก็ต้องการเพียงแค่เพื่อนที่จะรับฟังปัญหาต่าง ๆ ที่คับข้องใจเท่านั้น  เวลาตัดสินใจแก้ไขปัญหาก็ต้องทำด้วยตนเองอยู่ดี  ไม่สามารถให้ใครตัดสินใจแทนได้
 
อย่างไรก็ตาม  ไม่ว่าการอยู่วัดที่อังกฤษจะมีโอกาสได้ทำประโยชน์เพียงใด หรือสร้างสายสัมพันธ์ได้ดีเท่าใด  ชีวิตก็ย่อมต้องเดินหน้าไปตามครรลองที่พึงจะเป็น  แม้ว่าจะมีคนหลายคนที่ต้องการให้อยู่ต่อ และมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้านก็ตาม แต่เป้าหมายของชีวิตนั้นยังคงพอใจกับการใช้ชีวิตเงียบ ๆ เพื่อการภาวนาอยู่เช่นเดิม
 
มีกวีคนหนึ่งเปรียบความสัมพันธ์ของคนเราว่า เหมือนท่อนไม้สองท่อนที่ลอยมาพบกันกลางทะเล  พอคลื่นลมหักเห ไม้ทั้งสองท่อนก็แยกห่างจากกัน และไม่มีใครรู้ว่าจะหวนกลับมาพบกันอีกหรือไม่  คิดดูแง่หนึ่งก็ฟังดูน่าเศร้าใจ  แต่หากหันมามองอีกด้านก็จะเห็นว่าเป็นความจริงของชีวิตที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
 
หากเราตอบกับตัวเองได้ว่า [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=phrajew.wordpress.com&blog=261669&post=116&subd=phrajew&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p align="center" style="margin:0;" class="MsoNormal"><img border="0" align="middle" width="400" src="http://www.freewebtown.com/jiew/ABM/CBMSangha.resize.jpg" height="216" /></p>
<p><font face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา ชีวิตของคนเราก็คงจะเป็นอย่างนั้น<span>  </span>ไม่ว่าจะทำอะไรหรืออยู่ที่ไหน ล้วนแต่เป็นของชั่วคราวที่จะต้องมีการยุติลงสักวันหนึ่ง</span><span><font face="Times New Roman">  </font></span><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ความจริงข้อนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกหรือความต้องการของใคร<span>  </span>ถึงจะชอบหรือไม่ชอบก็ต้องเป็นไปอย่างนั้นอยู่ดี</span></p>
<p><font face="Times New Roman"> </font><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">นับตั้งแต่มาถึงอังกฤษเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมของปีที่ผ่านมา<span>  </span>วันเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนแทบไม่มีโอกาสได้นั่งคิดถึงเมืองไทย<span>  </span>เพิ่งช่วงใกล้จะกลับนี้เองที่เริ่มนึกว่ามีอะไรที่จะต้องกลับไปทำบ้าง<span>  </span>แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะมีแต่ช่วงเวลาที่เป็นสุขหรือสนุกสนานจนไม่ทันคิดถึงเรื่องอื่นแต่ประการใด<span>  </span>เพียงแต่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นจะต้องคิดล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาก็ค่อย ๆ คิดอ่านกันต่อไปเท่านั้นเอง</span><font face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ด้วยความที่ปรับตัวให้เข้ากับความเป็นอยู่ในวัฒนธรรมตะวันตกได้อย่างกลมกลืน<span>  </span>เพื่อนหลายคนจึงล้อว่า สงสัยจะต้องกลับไปเรียนรู้วัฒนธรรมไทยใหม่อีกกระมัง หารู้ไม่ว่าที่จริงแล้ววัฒนธรรมไทยนั่นเองที่เป็นปัจจัยสำคัญของการปรับตัว เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว คนไทยมีนิสัยค่อนข้างยืดหยุ่น ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับความคิดเห็นของตนเองจนเกินไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้ยอมรับความแตกต่างได้ไม่ยากนัก และส่งผลให้ปรับตัวได้ง่ายตามไปด้วย</span></p>
<p><font face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">การอยู่ร่วมกับคนหมู่มาก ไม่ว่าจะต่างวัฒนธรรมกันมากน้อยเพียงใด ย่อมจะต้องมีข้อขัดแย้งหรือความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้นบ้างเป็นธรรมดา<span>  </span>การคลี่คลายปัญหาที่ว่านี้ต้องอาศัยการเปิดใจให้กว้าง<span>  </span>ไม่เอาแต่ความเห็นของตนเองเป็นเครื่องตัดสินแต่ถ่ายเดียว และพยายามทำความเข้าใจรากฐานที่มาของวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้<span>  </span><span> </span></span></p>
<p><font face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เท่าที่ผ่านมาคิดว่าใช้ชีวิตท่ามกลางชุมชนตะวันตกได้อย่างราบรื่นและเป็นสุขพอสมควร<span>  </span>สามารถสืบสานสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้หลากหลายและมีโอกาสทำประโยชน์ให้กับชุมชนที่อยู่ได้ไม่น้อย<span>  </span>ทั้งนี้เนื่องจากมีบทบาทอยู่ตรงกลางระหว่างผู้ที่อาวุโสกับคนที่เข้ามาใช้ชีวิตในวัดได้ไม่นานนัก<span>  </span>ทำให้ได้รับฟังปัญหาและช่วยให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ บ่อยครั้ง<span>  </span>การที่ทำบทบาทนี้ได้ก็ไม่จำเป็นต้องเก่งหรือฉลาดล้ำเลิศแต่ประการใด เพราะบางคราวคนเราก็ต้องการเพียงแค่เพื่อนที่จะรับฟังปัญหาต่าง ๆ ที่คับข้องใจเท่านั้น<span>  </span>เวลาตัดสินใจแก้ไขปัญหาก็ต้องทำด้วยตนเองอยู่ดี<span>  </span>ไม่สามารถให้ใครตัดสินใจแทนได้</span></p>
<p><font face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">อย่างไรก็ตาม<span>  </span>ไม่ว่าการอยู่วัดที่อังกฤษจะมีโอกาสได้ทำประโยชน์เพียงใด หรือสร้างสายสัมพันธ์ได้ดีเท่าใด<span>  </span>ชีวิตก็ย่อมต้องเดินหน้าไปตามครรลองที่พึงจะเป็น<span>  </span>แม้ว่าจะมีคนหลายคนที่ต้องการให้อยู่ต่อ และมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้านก็ตาม แต่เป้าหมายของชีวิตนั้นยังคงพอใจกับการใช้ชีวิตเงียบ ๆ เพื่อการภาวนาอยู่เช่นเดิม</span></p>
<p><font face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">มีกวีคนหนึ่งเปรียบความสัมพันธ์ของคนเราว่า เหมือนท่อนไม้สองท่อนที่ลอยมาพบกันกลางทะเล<span>  </span>พอคลื่นลมหักเห ไม้ทั้งสองท่อนก็แยกห่างจากกัน และไม่มีใครรู้ว่าจะหวนกลับมาพบกันอีกหรือไม่<span>  </span>คิดดูแง่หนึ่งก็ฟังดูน่าเศร้าใจ<span>  </span>แต่หากหันมามองอีกด้านก็จะเห็นว่าเป็นความจริงของชีวิตที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้</span></p>
<p><font face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">หากเราตอบกับตัวเองได้ว่า ช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เราได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว และแม้จะมีข้อผิดพลาดบกพร่องเกิดขึ้นบ้างก็เป็นธรรมดาของปุถุชน<span>  </span>แต่ไม่ได้มีเจตนาที่จะมุ่งร้ายหรือเบียดเบียนใคร<span>  </span>เท่านี้ก็น่าจะถือได้ว่าดีที่สุดเท่าที่จะพึงทำได้แล้ว<span>  </span></span></p>
<p><font face="Times New Roman"> </font><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เมื่อคิดเห็นเช่นนี้<span>  </span>การเดินทางจากที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง และการพลัดพรากจากคนกลุ่มหนึ่งเพื่อไปพบปะกับคนอีกกลุ่มหนึ่งโดยที่อาจไม่มีวันหวนคืนมาพบกันอีก จึงไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าโศก<span>  </span>หากแต่เป็นเรื่องที่น่าเบิกบานใจ เพราะเมื่อคิดย้อนหลังไปคราใด เราย่อมพบแต่ความสุขความชื่นใจที่ได้อยู่ร่วมกันอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว<span>  </span>ต่างฝ่ายต่างต้องขอบคุณซึ่งกันและกันที่ช่วยให้ได้เรียนรู้ความจริงของชีวิตมากขึ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้น</span><font face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">การลาจากกันคราวนี้จึงเป็นการจากลาด้วยรอยยิ้ม ไม่ใช่ด้วยรอยน้ำตา</span></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';"></span></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';"></span></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';"></p>
<blockquote>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';"><em>หมายเหตุ</em></span></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';"></span></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป<span>  </span>ขอยุติการเขียนบทบันทึกลงเว็บไซต์แห่งนี้เป็นการชั่วคราว</span></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ขอขอบคุณญาติมิตรที่เข้ามาอ่านทุกท่าน<span>  </span>หากมีเหตุปัจจัยเอื้ออำนวย หวังว่าจะได้มีโอกาสเขียนให้อ่านกันอีก<span>  </span>แต่เชื่อว่าน่าจะอีกยาวนานพอสมควร</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ขออนุญาตส่งกำลังใจมาให้กับทุกท่าน ขอให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีสติ และมีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองจิตใจตลอดไป</span></p>
</blockquote>
<p></span></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/phrajew.wordpress.com/116/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/phrajew.wordpress.com/116/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/phrajew.wordpress.com/116/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/phrajew.wordpress.com/116/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/phrajew.wordpress.com/116/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/phrajew.wordpress.com/116/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/phrajew.wordpress.com/116/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/phrajew.wordpress.com/116/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/phrajew.wordpress.com/116/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/phrajew.wordpress.com/116/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/phrajew.wordpress.com/116/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/phrajew.wordpress.com/116/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=phrajew.wordpress.com&blog=261669&post=116&subd=phrajew&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://phrajew.wordpress.com/2007/06/10/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/fa0c0ae6bf75af661d78031de218215a?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">phrajew</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.freewebtown.com/jiew/ABM/CBMSangha.resize.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>การงานของชีวิต</title>
		<link>http://phrajew.wordpress.com/2007/04/13/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://phrajew.wordpress.com/2007/04/13/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Apr 2007 01:01:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>phrajew</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dhamma]]></category>
		<category><![CDATA[Life in general]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://phrajew.wordpress.com/2007/04/13/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95/</guid>
		<description><![CDATA[
 
หลังจากที่บวช เคยพูดให้หลายคนฟังว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ไม่มีการงานชนิดใดที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้มากเท่ากับการปฏิบัติธรรมอีกแล้ว  แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังคิดอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง
 
ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จัดว่าเป็นเด็กเรียนดีและได้คะแนนอยู่ในลำดับต้น ๆ มาโดยตลอด ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่คนขยันท่องหนังสือมากนัก  เมื่อมองย้อนอดีตครั้งใด ไม่เคยเห็นภาพของตัวเองนั่งอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบเลย  แม้กระทั่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ในคณะที่จัดว่าคะแนนสูงในช่วงนั้น ก็ไม่ได้อ่านตำราอย่างเอาจริงเอาจังเช่นกัน  เพราะช่วงที่รู้สึกตื่นตัวเข้าจริง ๆ ก็เป็นวันที่เพื่อน ๆ สายวิทย์มาบ่นให้ฟังว่าข้อสอบยากมาก (ในสมัยนั้น คนที่สอบวิชาสายศิลป์จะสอบหลังจากสายวิทย์อยู่ราว ๆ หนึ่งสัปดาห์)  คิดดูแล้วก็น่าหวาดเสียวอยู่ไม่น้อย ที่เอาชะตาชีวิตทางการเรียนไปแขวนไว้กับช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง
 
เหตุที่นิ่งนอนใจได้ถึงปานนั้น เป็นเพราะบังเอิญว่าสอบเทียบได้ตั้งแต่เรียนชั้นม. 4 ทำให้มีโอกาสทดลองสอบเข้ามหาวิทยาลัยตลอดทั้งสามปีที่เรียนชั้นมัธยมปลาย   ความคุ้นเคยกับข้อสอบทำให้จับทิศทางในการเดาคำตอบได้มาก   ความสามารถอย่างหนึ่งที่มีคือ การตัดตัวเลือกให้เหลือเพียงสองตัวเลือกได้เป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าจะเป็นข้อยากที่ไม่เคยผ่านสายตามาก่อนก็ตาม การทำได้เช่นนี้ทำให้โอกาสในการเดาคำตอบได้ถูกมีมากกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว 
พูดอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นคนมีโชคในการทำข้อสอบก็ได้  เพราะแม้กระทั่งข้อสอบวิชาคำนวณที่ต้องเขียนคำตอบลงไป ก็ยังเคยเดาได้ถูกต้องและเก็บคะแนนเปล่า ๆ ข้อละ  5 คะแนนได้มาแล้ว (ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีการแข่งขันสูงนั้น แม้เพียงหนึ่งคะแนนก็มีความหมาย)  เพื่อนคนหนึ่งเคยถามว่าทำได้อย่างไร  ตอบได้ว่าไม่ยากเลย เพราะข้อสอบทำนองนี้จะต้องมีคำตอบที่ทำให้ฝนดินสอลงไปได้ไม่เกินเลข 0-9 และเท่าที่เคยผ่านมาก็รู้ว่าคำตอบที่ปรากฏบ่อย ๆ ในวิชาฟิสิกส์นั้น ถ้าไม่เป็น 0 ก็ต้องเป็น 2 หรือ 5 [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=phrajew.wordpress.com&blog=261669&post=115&subd=phrajew&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p align="center" style="text-align:center;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';"><img align="middle" width="180" src="http://www.nikumaru.com/26/uploads/[240]FZhq.resize" height="350" style="width:180px;height:350px;" /></span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">หลังจากที่บวช เคยพูดให้หลายคนฟังว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ไม่มีการงานชนิดใดที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้มากเท่ากับการปฏิบัติธรรมอีกแล้ว<span>  </span>แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังคิดอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จัดว่าเป็นเด็กเรียนดีและได้คะแนนอยู่ในลำดับต้น ๆ มาโดยตลอด ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่คนขยันท่องหนังสือมากนัก<span>  </span>เมื่อมองย้อนอดีตครั้งใด ไม่เคยเห็นภาพของตัวเองนั่งอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบเลย<span>  </span>แม้กระทั่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ในคณะที่จัดว่าคะแนนสูงในช่วงนั้น ก็ไม่ได้อ่านตำราอย่างเอาจริงเอาจังเช่นกัน<span>  </span>เพราะช่วงที่รู้สึกตื่นตัวเข้าจริง ๆ ก็เป็นวันที่เพื่อน ๆ สายวิทย์มาบ่นให้ฟังว่าข้อสอบยากมาก (ในสมัยนั้น คนที่สอบวิชาสายศิลป์จะสอบหลังจากสายวิทย์อยู่ราว ๆ หนึ่งสัปดาห์)<span>  </span>คิดดูแล้วก็น่าหวาดเสียวอยู่ไม่น้อย ที่เอาชะตาชีวิตทางการเรียนไปแขวนไว้กับช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เหตุที่นิ่งนอนใจได้ถึงปานนั้น เป็นเพราะบังเอิญว่าสอบเทียบได้ตั้งแต่เรียนชั้นม. </span><font size="3" face="Times New Roman">4 </font><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ทำให้มีโอกาสทดลองสอบเข้ามหาวิทยาลัยตลอดทั้งสามปีที่เรียนชั้นมัธยมปลาย<span>   </span>ความคุ้นเคยกับข้อสอบทำให้จับทิศทางในการเดาคำตอบได้มาก <span>  </span>ความสามารถอย่างหนึ่งที่มีคือ การตัดตัวเลือกให้เหลือเพียงสองตัวเลือกได้เป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าจะเป็นข้อยากที่ไม่เคยผ่านสายตามาก่อนก็ตาม</span><span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></span><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">การทำได้เช่นนี้ทำให้โอกาสในการเดาคำตอบได้ถูกมีมากกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว</span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">พูดอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นคนมีโชคในการทำข้อสอบก็ได้<span>  </span>เพราะแม้กระทั่งข้อสอบวิชาคำนวณที่ต้องเขียนคำตอบลงไป ก็ยังเคยเดาได้ถูกต้องและเก็บคะแนนเปล่า ๆ ข้อละ </span><font size="3"><font face="Times New Roman"><span> </span>5 </font></font><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">คะแนนได้มาแล้ว (ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีการแข่งขันสูงนั้น แม้เพียงหนึ่งคะแนนก็มีความหมาย)<span>  </span>เพื่อนคนหนึ่งเคยถามว่าทำได้อย่างไร<span>  </span>ตอบได้ว่าไม่ยากเลย เพราะข้อสอบทำนองนี้จะต้องมีคำตอบที่ทำให้ฝนดินสอลงไปได้ไม่เกินเลข </span><font size="3" face="Times New Roman">0-9 </font><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">และเท่าที่เคยผ่านมาก็รู้ว่าคำตอบที่ปรากฏบ่อย ๆ ในวิชาฟิสิกส์นั้น ถ้าไม่เป็น </span><font size="3" face="Times New Roman">0 </font><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ก็ต้องเป็น </span><font size="3" face="Times New Roman">2 </font><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">หรือ </span><font size="3" face="Times New Roman">5 </font><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เป็นส่วนใหญ่<span>  </span>และบังเอิญข้อที่ว่านั้นคำตอบเป็น </span><font size="3" face="Times New Roman">5 </font><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ตามที่เดาไว้จริง ๆ<span>  </span>(คิดว่าหากคนออกข้อสอบได้ยินเรื่องนี้เข้า อาจจะกระเด็นตกโต๊ะที่เผลอเปิดช่องโหว่ได้มากขนาดนั้น)</span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เคราะห์ดีที่การสอบสายวิทย์ในสองครั้งแรกนั้นไม่ติดในคณะที่ต้องการ<span>  </span>จึงทำให้ตัดสินใจหันเหชีวิตได้ทันท่วงที<span>  </span>เพราะถ้าขืนสอบเข้าได้ด้วยการเดาเช่นนี้ เห็นจะเรียนไปไม่รอดเป็นแน่<span>  </span>และพอหันมาทำข้อสอบสายศิลป์ก็พบว่า ยิ่งเดาคำตอบได้ง่ายเข้าไปใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาสังคม ภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ (คนส่วนใหญ่คงไม่อยากเชื่อว่า วิชาหลังสุดนี้เดาง่ายกว่าวิชาอื่น แต่ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ) <span> </span><span> </span>เวลาทำข้อสอบเก่า ๆ จึงค่อนข้างมั่นใจว่าจะสอบได้</span><span><font size="3" face="Times New Roman">  </font></span><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เพิ่งจะรู้สึกตกใจก็ตอนที่มีคนบอกว่าข้อสอบปีนี้ยากกว่าทุกปีดังที่เล่าไปแล้วนั่นเอง</span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ด้วยเหตุที่กล่าวมา จึงไม่ค่อยรู้สึกภาคภูมิใจในผลการสอบของตัวเองนัก<span>  </span>เรื่องดีใจที่สอบได้นั้นก็เป็นธรรมดา แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีความสามารถอย่างแท้จริงเลย<span>  </span></span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ช่วงหลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ความพยายามทางการเรียนยิ่งลดน้อยไปกันใหญ่<span>  </span>เพราะให้ความสนใจกับการทำกิจกรรมอื่น ๆ มากกว่าการเข้าชั้นเรียน<span>  </span>ไม่ว่าจะเป็นการออกค่ายอาสา การทำละคร หรืออื่น ๆ<span>  </span>โชคดีที่ว่าวิชาที่เรียนนั้นพอจะใช้ความรู้รอบตัวไปปรับใช้ในการเขียนตอบได้ จึงทำให้สอบผ่านมาได้โดยตลอด<span>  </span></span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เท่าที่นึกทบทวนดูแล้ว พบว่ามีเรื่องที่ออกจะน่าอายอยู่สักหน่อยคือ การได้เกรดเอในวิชาถ่ายภาพเบื้องต้นโดยที่ใช้กล้องถ่ายรูปไม่เป็นเลยและใช้วิธีขอยืมภาพจากเพื่อนไปส่งเป็นผลงานภาคปฏิบัติ<span>  </span>ในบรรดาวิชาทั้งหมดที่ได้เรียน มีเพียงสองสามวิชาเท่านั้นที่ได้เกรดเอมาด้วยความภาคภูมิใจ โดยหนึ่งในนั้นคือ วิชาว่ายน้ำที่ตั้งต้นจากว่ายไม่เป็นเลย จนกระทั่งแอบฟังเทคนิคจากครูที่กำลังสอนเด็กชั้นประถมอยู่ข้าง ๆ แล้วเก็บมาฝึกซ้อมจนว่ายได้เกือบทุกท่าและผ่านเกณฑ์อันมหาโหดของอาจารย์ประจำวิชามาได้<span>  </span>(เรื่องเรียนวิชาว่ายน้ำตอนโตนี้คิดว่ามีเกร็ดที่ยาวพอจะเขียนได้อีกหนึ่งตอนเลยทีเดียว)</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เมื่อชีวิตในยามฆราวาสเป็นเช่นนี้<span>  </span>ครั้นต้องมานอนกับพื้นดินกลางป่า ตื่นตีสาม ฉันอาหารมื้อเดียว เดินบิณฑบาตเท้าเปล่าบนทางที่เต็มไปด้วยกรวดคม ๆ<span>  </span>แถมยังต้องนั่งสมาธิและฟังเทศน์แบบยาวนานอีก คงไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะสาหัสสากรรจ์เพียงใด<span>  </span>ลำพังแค่ทนนั่งสมาธิได้อย่างเดียวนั้น ก็คิดว่าได้ใช้ความพยายามเกินกว่าที่ใช้มาทั้งหมดในชีวิตแล้ว<span>  </span>ไม่ต้องนับถึงความอดทนในการรักษาพระวินัยในด้านอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ที่เล่ามานี้ ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งแต่ประการใด แต่รู้สึกว่าได้ทุ่มเทความพยายามต่าง ๆ ลงไปไม่น้อย ทำให้กลายเป็นการงานที่ภาคภูมิใจที่สุดของชีวิต<span>  </span>ต่อให้เคยได้รับรางวัลเรียนดี ได้ทุนการศึกษา สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ในคณะที่ใคร ๆ อยากเข้า หรือประสบความสำเร็จอื่นใดในชีวิต ก็ยังอาจจะไม่ภาคภูมิใจได้เท่านี้<span>  </span>แม้ว่าจะยังไม่ได้บรรลุธรรมใด ๆ และยังคงมีโลภ โกรธ หลงครบทั้งสามประการ ก็ยังรู้สึกว่าคุ้มค่ากับวันเวลาและความพยายามทั้งหมด<span>  </span>คิดว่าหากทุ่มเทได้มากกว่านี้ อาจจะได้ผลดีกว่าที่เป็นอยู่ด้วยซ้ำไป<span>  </span>แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องของความนึกคิดเท่านั้น</span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ในชีวิตของคนเรา หากได้พบเป้าหมายที่ชัดเจนของการอยู่บนโลกใบนี้<span>  </span>รู้ว่าอะไรที่เป็นการงานสำคัญของชีวิต และมีโอกาสที่จะได้ทำงานนั้นอย่างเต็มกำลังความสามารถ<span>  </span>เพียงเท่านี้ก็มั่นใจได้ว่า จะลาจากโลกนี้ไปโดยไม่รู้สึกผิดหวังต่อการใช้ชีวิตเลยแม้แต่น้อย </span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ไม่ว่าบุญกุศลใดที่ได้ทำทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ขอจงส่งผลให้ได้ทำการงานของชีวิตจนถึงที่สุดของการงานนั้น เชื่อว่าที่กล่าวมานี้เป็นคำอธิษฐานสูงสุดของความเป็นชาวพุทธ </span></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/phrajew.wordpress.com/115/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/phrajew.wordpress.com/115/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/phrajew.wordpress.com/115/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/phrajew.wordpress.com/115/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/phrajew.wordpress.com/115/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/phrajew.wordpress.com/115/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/phrajew.wordpress.com/115/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/phrajew.wordpress.com/115/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/phrajew.wordpress.com/115/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/phrajew.wordpress.com/115/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/phrajew.wordpress.com/115/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/phrajew.wordpress.com/115/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=phrajew.wordpress.com&blog=261669&post=115&subd=phrajew&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://phrajew.wordpress.com/2007/04/13/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/fa0c0ae6bf75af661d78031de218215a?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">phrajew</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.nikumaru.com/26/uploads/[240]FZhq.resize" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>ชีวิตนี้แสนยาก</title>
		<link>http://phrajew.wordpress.com/2007/04/06/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://phrajew.wordpress.com/2007/04/06/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Apr 2007 01:55:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>phrajew</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dhamma]]></category>
		<category><![CDATA[Life in general]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://phrajew.wordpress.com/2007/04/06/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81/</guid>
		<description><![CDATA[
 
ในโลกนี้มีใครรับรองได้บ้างว่า เรื่องราวที่ไม่คาดฝันจะไม่อุบัติขึ้นกับชีวิต  
 
หนุ่มชาวเวียตนามคนหนึ่งวาดฝันเอาไว้ตั้งแต่เด็กว่า สักวันหนึ่งจะต้องมาเหยียบแผ่นดินอังกฤษให้ได้  หลังจากเรียนจบด้านสถาปัตยกรรมในกรุงฮานอย  พ่อแม่ก็ลงทุนใช้เงินที่เก็บหอมรอบริบมานานกว่าสามสิบปี เพื่อส่งเสียให้เขามาเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยคิงสตัน 
 
ระยะเวลาหนึ่งปีในอังกฤษผ่านไปอย่างมีความสุข เขาเรียนจบหลักสูตรทางภาษาและกำลังเริ่มต้นเรียนปริญญาโท ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตดูจะเป็นประสบการณ์แห่งการเรียนรู้ที่น่าสนใจ  และเริ่มเชื่อมั่นว่าแผนการศึกษาที่วาดเอาไว้จะกลายเป็นจริงในระยะเวลาอันใกล้นี้ 
แต่แล้วในเย็นวันหนึ่ง ระหว่างที่ยืนรอรถไฟอยู่ตรงชานชาลา  กลุ่มนักฟุตบอลเยาวชนที่อยู่ข้าง ๆ ก็เล่นผลักกันตามประสาวัยรุ่น  แรงผลักทำให้หนึ่งในนั้นพลัดตกลงไปบนรางรถไฟและเกี่ยวเอาหนุ่มชาวเวียตนามให้พลอยตกลงไปด้วย  โดยในขณะนั้นรถไฟกำลังแล่นเข้ามาพอดี
 
กว่าที่พ่อแม่ซึ่งอยู่อีกซีกโลกหนึ่งจะได้รู้ข่าวการเสียชีวิตของเขา ก็เป็นระยะเวลากว่าสองวัน  คงไม่ต้องบอกว่าหัวใจของพ่อแม่จะสลายลงไปเพียงใดเมื่อได้รับข่าวนี้  ภาพถ่ายของเขาที่ยืนอยู่บริเวณหอคอยลอนดอนและจตุรัสทราฟัลการ์ยิ่งทำให้พ่อแม่น้ำตาไหลพราก  
 
คนที่ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้สูญเสียหรือเป็นคนในครอบครัวมักจะมองเห็นได้ไม่ยากว่า ความพลัดพรากเป็นความจริงของชีวิตที่ทุกคนต้องยอมรับ  แต่ครั้นเมื่อเกิดขึ้นกับตัว จะมีสักกี่รายที่จะหักห้ามใจไม่ให้โศกเศร้า อย่าว่าแต่จะทำใจให้ยอมรับได้เลย 

คิดว่าข่าวนี้สร้างความรู้สึกสะเทือนใจให้คนอ่านจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในแถบเอเชีย  เพราะชีวิตของหนุ่มเวียตนามคนที่ว่านี้ดูจะเป็นตัวแทนของคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่มาแสวงหาความก้าวหน้าในชีวิตจากการศึกษาในประเทศอังกฤษ  แต่คงไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จตามปรารถนา
 
คำถามที่ไม่มีใครย้อนเวลาไปถามกันได้คือ หากรู้ว่าชีวิตจะเป็นไปเช่นนี้ จะยังเลือกเส้นทางเดียวกันอยู่หรือไม่  เพราะสถานการณ์แวดล้อมของชีวิตในแต่ละขณะต่างหากที่ทำให้ตัดสินใจทำอะไรอย่างที่ควรจะเป็น  และไม่มีอะไรเป็นเครื่องชี้วัดได้อย่างชัดเจนว่า  การตัดสินใจแบบใดจะถูกหรือผิดกันแน่  แต่อย่างน้อยเรื่องราวไม่คาดฝันที่อาจอุบัติขึ้นกับชีวิต ควรจะทำให้เราฉุกคิดขึ้นได้บ้าง และไม่รู้สึกนิ่งนอนใจกับชีวิต
 
หากมองในอีกแง่หนึ่ง ความผันแปรอันคาดเดาไม่ได้นี้เองที่ทำให้ชีวิตในแต่ละขณะมีคุณค่ากว่าที่เราคิดไว้  เพราะหากทุกอย่างเป็นไปดังหวัง เราก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังและทะนุถนอมแต่ประการใด  สิ่งที่ต้องทำอาจมีเพียงแค่รอเวลาที่จะชื่นชมผลสำเร็จดังที่หวังไว้เท่านั้น  แต่ในเมื่อเราไม่มีทางรู้ได้แน่นอนว่าจะไปถึงจุดหมายที่ตั้งไว้จริงหรือไม่  การดำรงชีวิตอยู่ในแต่ละวันจึงเป็นสิ่งที่มีความหมาย เพราะเป็นความจริงที่ยังจับต้องได้และยังสามารถสร้างความสุขให้เกิดขึ้นได้
 
อย่างไรก็ตาม  น้อยคนที่จะชื่นชมกับชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  เพราะมักจะมองเห็นแต่ปัญหาและความน่าหงุดหงิดรำคาญใจเต็มไปหมด  แต่ถ้ามีโอกาสได้ถามตัวเองอย่างจริงจังดูบ้าง จะพบว่าสิ่งที่ทำให้ยุ่งยากลำบากใจนั้นเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความพลักพรากสูญเสียอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต
 
การหมั่นระลึกถึงความเปราะบางของชีวิตทั้งของตนเองและคนรอบข้างอยู่เสมอ  ไม่เพียงแต่จะทำให้เราใช้ชีวิตอยู่กับความจริงอันเป็นสัจธรรมเท่านั้น  แต่ยังทำให้เราเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้นด้วย  และหากเราดำเนินชีวิตไปด้วยหลักความจริงเช่นนี้ ย่อมมีเรื่องราวเล็กน้อยจำนวนมากที่เราไม่จำเป็นต้องคิด หรือแม้แต่จะเก็บเอามาใส่ใจ
 
ลองพิจารณาดูให้ดีว่า เรื่องอากาศร้อน รถติด คนขับรถปาดหน้า [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=phrajew.wordpress.com&blog=261669&post=114&subd=phrajew&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p align="center" style="text-align:center;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';"><img align="middle" width="200" src="http://www.nikumaru.com/26/uploads/[240]Zwyd.resize" height="350" style="width:200px;height:350px;" /></span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ในโลกนี้มีใครรับรองได้บ้างว่า เรื่องราวที่ไม่คาดฝันจะไม่อุบัติขึ้นกับชีวิต<span>  </span></span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">หนุ่มชาวเวียตนามคนหนึ่งวาดฝันเอาไว้ตั้งแต่เด็กว่า สักวันหนึ่งจะต้องมาเหยียบแผ่นดินอังกฤษให้ได้<span>  </span>หลังจากเรียนจบด้านสถาปัตยกรรมในกรุงฮานอย<span>  </span>พ่อแม่ก็ลงทุนใช้เงินที่เก็บหอมรอบริบมานานกว่าสามสิบปี เพื่อส่งเสียให้เขามาเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยคิงสตัน </span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ระยะเวลาหนึ่งปีในอังกฤษผ่านไปอย่างมีความสุข เขาเรียนจบหลักสูตรทางภาษาและกำลังเริ่มต้นเรียนปริญญาโท ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตดูจะเป็นประสบการณ์แห่งการเรียนรู้ที่น่าสนใจ<span>  </span>และเริ่มเชื่อมั่นว่าแผนการศึกษาที่วาดเอาไว้จะกลายเป็นจริงในระยะเวลาอันใกล้นี้</span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">แต่แล้วในเย็นวันหนึ่ง ระหว่างที่ยืนรอรถไฟอยู่ตรงชานชาลา<span>  </span>กลุ่มนักฟุตบอลเยาวชนที่อยู่ข้าง ๆ ก็เล่นผลักกันตามประสาวัยรุ่น<span>  </span>แรงผลักทำให้หนึ่งในนั้นพลัดตกลงไปบนรางรถไฟและเกี่ยวเอาหนุ่มชาวเวียตนามให้พลอยตกลงไปด้วย<span>  </span>โดยในขณะนั้นรถไฟกำลังแล่นเข้ามาพอดี</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">กว่าที่พ่อแม่ซึ่งอยู่อีกซีกโลกหนึ่งจะได้รู้ข่าวการเสียชีวิตของเขา ก็เป็นระยะเวลากว่าสองวัน<span>  </span>คงไม่ต้องบอกว่าหัวใจของพ่อแม่จะสลายลงไปเพียงใดเมื่อได้รับข่าวนี้<span>  </span>ภาพถ่ายของเขาที่ยืนอยู่บริเวณหอคอยลอนดอนและจตุรัสทราฟัลการ์ยิ่งทำให้พ่อแม่น้ำตาไหลพราก<span>  </span></span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">คนที่ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้สูญเสียหรือเป็นคนในครอบครัวมักจะมองเห็นได้ไม่ยากว่า ความพลัดพรากเป็นความจริงของชีวิตที่ทุกคนต้องยอมรับ</span><span><font size="3" face="Times New Roman">  </font></span><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">แต่ครั้นเมื่อเกิดขึ้นกับตัว จะมีสักกี่รายที่จะหักห้ามใจไม่ให้โศกเศร้า อย่าว่าแต่จะทำใจให้ยอมรับได้เลย</span><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';"> </p>
<p></span></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">คิดว่าข่าวนี้สร้างความรู้สึกสะเทือนใจให้คนอ่านจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในแถบเอเชีย<span>  </span>เพราะชีวิตของหนุ่มเวียตนามคนที่ว่านี้ดูจะเป็นตัวแทนของคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่มาแสวงหาความก้าวหน้าในชีวิตจากการศึกษาในประเทศอังกฤษ<span>  </span>แต่คงไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จตามปรารถนา</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">คำถามที่ไม่มีใครย้อนเวลาไปถามกันได้คือ หากรู้ว่าชีวิตจะเป็นไปเช่นนี้ จะยังเลือกเส้นทางเดียวกันอยู่หรือไม่<span>  </span>เพราะสถานการณ์แวดล้อมของชีวิตในแต่ละขณะต่างหากที่ทำให้ตัดสินใจทำอะไรอย่างที่ควรจะเป็น<span>  </span>และไม่มีอะไรเป็นเครื่องชี้วัดได้อย่างชัดเจนว่า<span>  </span>การตัดสินใจแบบใดจะถูกหรือผิดกันแน่<span>  </span>แต่อย่างน้อยเรื่องราวไม่คาดฝันที่อาจอุบัติขึ้นกับชีวิต ควรจะทำให้เราฉุกคิดขึ้นได้บ้าง และไม่รู้สึกนิ่งนอนใจกับชีวิต</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">หากมองในอีกแง่หนึ่ง ความผันแปรอันคาดเดาไม่ได้นี้เองที่ทำให้ชีวิตในแต่ละขณะมีคุณค่ากว่าที่เราคิดไว้<span>  </span>เพราะหากทุกอย่างเป็นไปดังหวัง เราก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังและทะนุถนอมแต่ประการใด<span>  </span>สิ่งที่ต้องทำอาจมีเพียงแค่รอเวลาที่จะชื่นชมผลสำเร็จดังที่หวังไว้เท่านั้น<span>  </span>แต่ในเมื่อเราไม่มีทางรู้ได้แน่นอนว่าจะไปถึงจุดหมายที่ตั้งไว้จริงหรือไม่<span>  </span>การดำรงชีวิตอยู่ในแต่ละวันจึงเป็นสิ่งที่มีความหมาย เพราะเป็นความจริงที่ยังจับต้องได้และยังสามารถสร้างความสุขให้เกิดขึ้นได้</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">อย่างไรก็ตาม<span>  </span>น้อยคนที่จะชื่นชมกับชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน<span>  </span>เพราะมักจะมองเห็นแต่ปัญหาและความน่าหงุดหงิดรำคาญใจเต็มไปหมด<span>  </span>แต่ถ้ามีโอกาสได้ถามตัวเองอย่างจริงจังดูบ้าง จะพบว่าสิ่งที่ทำให้ยุ่งยากลำบากใจนั้นเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความพลักพรากสูญเสียอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">การหมั่นระลึกถึงความเปราะบางของชีวิตทั้งของตนเองและคนรอบข้างอยู่เสมอ<span>  </span>ไม่เพียงแต่จะทำให้เราใช้ชีวิตอยู่กับความจริงอันเป็นสัจธรรมเท่านั้น<span>  </span>แต่ยังทำให้เราเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้นด้วย<span>  </span>และหากเราดำเนินชีวิตไปด้วยหลักความจริงเช่นนี้ ย่อมมีเรื่องราวเล็กน้อยจำนวนมากที่เราไม่จำเป็นต้องคิด หรือแม้แต่จะเก็บเอามาใส่ใจ</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ลองพิจารณาดูให้ดีว่า เรื่องอากาศร้อน รถติด คนขับรถปาดหน้า ลูกน้องทำงานไม่ได้ดั่งใจ ความเห็นขัดแย้งกับเพื่อน ฯลฯ เรื่องเหล่านี้มีความสำคัญต่อความสุขความทุกข์อย่างแท้จริงหรือไม่<span>  </span>ถ้าต้องจากโลกนี้ไปในวันนี้ เราจะยังคิดถึงเรื่องเหล่านี้อยู่อีกหรือไม่</span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ชีวิตนี้อาจจะดูแสนยากในการประคับประคองให้ลุล่วงไปด้วยดี<span>  </span>แต่แท้จริงแล้ว ตัวการหลักที่ทำให้ชีวิตแสนยากย่อมไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากตัวของเรานั่นเอง<span>  </span></span><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';"> </p>
<p></span></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/phrajew.wordpress.com/114/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/phrajew.wordpress.com/114/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/phrajew.wordpress.com/114/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/phrajew.wordpress.com/114/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/phrajew.wordpress.com/114/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/phrajew.wordpress.com/114/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/phrajew.wordpress.com/114/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/phrajew.wordpress.com/114/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/phrajew.wordpress.com/114/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/phrajew.wordpress.com/114/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/phrajew.wordpress.com/114/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/phrajew.wordpress.com/114/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=phrajew.wordpress.com&blog=261669&post=114&subd=phrajew&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://phrajew.wordpress.com/2007/04/06/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/fa0c0ae6bf75af661d78031de218215a?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">phrajew</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.nikumaru.com/26/uploads/[240]Zwyd.resize" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>รูปรอยแห่งความทรงจำ</title>
		<link>http://phrajew.wordpress.com/2007/03/30/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3/</link>
		<comments>http://phrajew.wordpress.com/2007/03/30/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Mar 2007 01:52:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>phrajew</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dhamma]]></category>
		<category><![CDATA[Life in general]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://phrajew.wordpress.com/2007/03/30/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3/</guid>
		<description><![CDATA[
 
ชีวิตในวัดนั้นมีแต่อดีตและปัจจุบัน มองไม่เห็นอนาคต (ประโยคหลังนี้มีความหมายทั้งโดยตรงและโดยอ้อม) เพราะไม่มีความเปลี่ยนแปลงทางฐานะความเป็นอยู่หรือรายได้อย่างชัดเจนแบบคนนอกวัด  พูดอย่างนี้อาจมีคนแย้งได้ว่า พระก็มีระบบสมณศักดิ์และมีการเลื่อนตำแหน่งฐานะเหมือนกัน  แต่เรื่องที่ว่านี้ดูจะพ้นจากความสนใจของวัดป่า เพราะแม้แต่ครูบาอาจารย์ที่มีลำดับอาวุโสสูงก็ไม่ได้มีความเป็นอยู่ที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ มากนัก  
 
เท่าที่สังเกตจากพระที่ได้รู้จักกัน มีน้อยรายนักที่คิดอยากจะเลื่อนฐานะเป็นครูบาอาจารย์เพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น ในทางตรงข้ามกลับมีแต่คนคิดที่จะเลี่ยงภาระดังกล่าว  ยิ่งการเป็นเจ้าอาวาสด้วยแล้ว หาคนที่อยากเป็นได้น้อยเต็มที  เพราะโดยหน้าที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากและมีเรื่องน่าวุ่นวายให้ต้องตัดสินใจ  หากไม่มีคุณธรรมภายในเป็นเครื่องรองรับฐานะที่ว่านี้ เห็นแต่จะมีความทุกข์มากกว่าความสุขเป็นแน่ 
ด้วยเหตุนี้  อนาคตจึงเป็นเรื่องที่คนในวัดไม่ค่อยวาดหวัง  จะเป็นไปอย่างไรก็สุดแล้วแต่เหตุปัจจัยจะพาไป  ที่คิดเช่นนี้หาใช่ยอมจำนนต่อชีวิตแต่ประการใดไม่ แต่เป็นผลจากบทเรียนเรื่องความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นกันบ่อยครั้ง  หากไม่สามารถพัฒนาท่าทีเช่นนี้ให้เกิดขึ้น ย่อมหาความสุขจากชีวิตภายในวัดได้ยาก
 
นอกจากนี้แล้ว คนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการปฏิบัติธรรม สิ่งที่มองเห็นมากที่สุดคือ เรื่องที่เกิดขึ้นภายในใจของตัวเองซึ่งเป็นผลตกค้างมาจากประสบการณ์ในชีวิตทั้งหมด  จึงไม่น่าแปลกใจถ้าจะได้พบว่า นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายมักจะพูดถึงเรื่องในอดีตที่ผุดขึ้นมาในความนึกคิดมากกว่าอย่างอื่น
 
สมัยที่บวชใหม่นั้น  บ่อยครั้งที่นึกย้อนอดีตไปได้ถึงช่วงเรียนอนุบาลหรือชั้นประถม  ทำให้เห็นร่องรอยทางความคิดได้ว่า เหตุใดเราจึงกลายเป็นบุคคลที่มีอุปนิสัยหรือความนึกคิดดังเช่นปัจจุบัน  
 
ในฐานะที่เป็นปุถุชน ความทรงจำที่ปรากฏย่อมมีทั้งทั้งด้านบวกด้านลบและด้านที่เป็นกลาง ๆ ไม่ต่างอะไรกับการเปิดดูห้องเก็บของที่เราสุมเอาสิ่งต่าง ๆ ไว้ภายใน เราไม่อาจจะเลือกให้เจอเฉพาะแต่สิ่งดี ๆ ที่ต้องการได้เท่านั้น  อย่างไรก็ตาม สังเกตได้ว่าความทรงจำใดที่มีความหมายต่อชีวิตมักจะเวียนมาให้เห็นได้บ่อย  หรือบางเรื่องที่คิดว่าลืมไปหมดแล้ว แต่แท้ที่จริงยังคงตกค้างอยู่ภายใน  รอให้เปิดเข้าไปพบไม่วันใดก็วันหนึ่ง 
บทบาทส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ว่านี้คือ ช่วยให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น  เพราะโดยปกติแล้วคนเรามักจะมีคำถามต่าง ๆ ที่ฝังอยู่ในใจตั้งแต่เด็ก  เป็นเรื่องราวที่เราอยากรู้แต่ไม่เคยได้มีโอกาสหาคำตอบ  เมื่อมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้นและไม่จมอยู่กับปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินไป  คำถามสำคัญเหล่านั้นก็จะย้อนกลับคืนมา ทำให้มองเห็นเป้าหมายของชีวิตอย่างชัดเจนขึ้น
 
เป็นต้นว่า ในสมัยเด็กมักจะถามตัวเองว่าโลกนี้สิ้นสุดลงตรงไหน  [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=phrajew.wordpress.com&blog=261669&post=113&subd=phrajew&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p align="center" style="text-align:center;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';"><img align="middle" width="400" src="http://www.nikumaru.com/26/uploads/3ftAgDIE.resize" height="275" style="width:400px;height:275px;" /></span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ชีวิตในวัดนั้นมีแต่อดีตและปัจจุบัน มองไม่เห็นอนาคต (ประโยคหลังนี้มีความหมายทั้งโดยตรงและโดยอ้อม) เพราะไม่มีความเปลี่ยนแปลงทางฐานะความเป็นอยู่หรือรายได้อย่างชัดเจนแบบคนนอกวัด<span>  </span>พูดอย่างนี้อาจมีคนแย้งได้ว่า พระก็มีระบบสมณศักดิ์และมีการเลื่อนตำแหน่งฐานะเหมือนกัน<span>  </span>แต่เรื่องที่ว่านี้ดูจะพ้นจากความสนใจของวัดป่า เพราะแม้แต่ครูบาอาจารย์ที่มีลำดับอาวุโสสูงก็ไม่ได้มีความเป็นอยู่ที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ มากนัก<span>  </span></span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เท่าที่สังเกตจากพระที่ได้รู้จักกัน มีน้อยรายนักที่คิดอยากจะเลื่อนฐานะเป็นครูบาอาจารย์เพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น ในทางตรงข้ามกลับมีแต่คนคิดที่จะเลี่ยงภาระดังกล่าว<span>  </span>ยิ่งการเป็นเจ้าอาวาสด้วยแล้ว หาคนที่อยากเป็นได้น้อยเต็มที</span><span><font size="3" face="Times New Roman">  </font></span><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เพราะโดยหน้าที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากและมีเรื่องน่าวุ่นวายให้ต้องตัดสินใจ<span>  </span>หากไม่มีคุณธรรมภายในเป็นเครื่องรองรับฐานะที่ว่านี้ เห็นแต่จะมีความทุกข์มากกว่าความสุขเป็นแน่</span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ด้วยเหตุนี้<span>  </span>อนาคตจึงเป็นเรื่องที่คนในวัดไม่ค่อยวาดหวัง<span>  </span>จะเป็นไปอย่างไรก็สุดแล้วแต่เหตุปัจจัยจะพาไป<span>  </span>ที่คิดเช่นนี้หาใช่ยอมจำนนต่อชีวิตแต่ประการใดไม่ แต่เป็นผลจากบทเรียนเรื่องความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นกันบ่อยครั้ง <span> </span>หากไม่สามารถพัฒนาท่าทีเช่นนี้ให้เกิดขึ้น ย่อมหาความสุขจากชีวิตภายในวัดได้ยาก</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">นอกจากนี้แล้ว คนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการปฏิบัติธรรม สิ่งที่มองเห็นมากที่สุดคือ เรื่องที่เกิดขึ้นภายในใจของตัวเองซึ่งเป็นผลตกค้างมาจากประสบการณ์ในชีวิตทั้งหมด<span>  </span>จึงไม่น่าแปลกใจถ้าจะได้พบว่า นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายมักจะพูดถึงเรื่องในอดีตที่ผุดขึ้นมาในความนึกคิดมากกว่าอย่างอื่น</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">สมัยที่บวชใหม่นั้น<span>  </span>บ่อยครั้งที่นึกย้อนอดีตไปได้ถึงช่วงเรียนอนุบาลหรือชั้นประถม<span>  </span>ทำให้เห็นร่องรอยทางความคิดได้ว่า เหตุใดเราจึงกลายเป็นบุคคลที่มีอุปนิสัยหรือความนึกคิดดังเช่นปัจจุบัน<span>  </span></span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ในฐานะที่เป็นปุถุชน ความทรงจำที่ปรากฏย่อมมีทั้งทั้งด้านบวกด้านลบและด้านที่เป็นกลาง ๆ ไม่ต่างอะไรกับการเปิดดูห้องเก็บของที่เราสุมเอาสิ่งต่าง ๆ ไว้ภายใน เราไม่อาจจะเลือกให้เจอเฉพาะแต่สิ่งดี ๆ ที่ต้องการได้เท่านั้น<span>  </span>อย่างไรก็ตาม สังเกตได้ว่าความทรงจำใดที่มีความหมายต่อชีวิตมักจะเวียนมาให้เห็นได้บ่อย<span>  </span>หรือบางเรื่องที่คิดว่าลืมไปหมดแล้ว แต่แท้ที่จริงยังคงตกค้างอยู่ภายใน<span>  </span>รอให้เปิดเข้าไปพบไม่วันใดก็วันหนึ่ง</span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">บทบาทส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ว่านี้คือ ช่วยให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น<span>  </span>เพราะโดยปกติแล้วคนเรามักจะมีคำถามต่าง ๆ ที่ฝังอยู่ในใจตั้งแต่เด็ก<span>  </span>เป็นเรื่องราวที่เราอยากรู้แต่ไม่เคยได้มีโอกาสหาคำตอบ</span><span><font size="3" face="Times New Roman">  </font></span><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เมื่อมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้นและไม่จมอยู่กับปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินไป<span>  </span>คำถามสำคัญเหล่านั้นก็จะย้อนกลับคืนมา ทำให้มองเห็นเป้าหมายของชีวิตอย่างชัดเจนขึ้น</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เป็นต้นว่า ในสมัยเด็กมักจะถามตัวเองว่าโลกนี้สิ้นสุดลงตรงไหน<span>  </span>และเราจะเป็นอย่างไรในอนาคต<span>  </span>ชีวิตมีเท่าที่เห็นนี้จริงหรือเปล่า<span>  </span>แล้วสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ใช่สิ่งที่ต้องการในชีวิตนี้หรือไม่<span>  </span>คำถามทำนองนี้มักจะเป็นแรงผลักดันอยู่ลึก ๆ ภายในใจ<span>  </span>ทำให้ไม่อาจเป็นสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่นัก และรู้สึกเหมือนมีอะไรพร่องอยู่ตลอดเวลา<span>  </span>ความรู้สึกพร่องที่ว่านี้คือการขาดความเข้าใจต่อคำถามข้างต้นนั่นเอง</span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">นอกจากนี้แล้ว ยังมีบทบาทของความทรงจำอีกด้านหนึ่งในแง่ที่เป็นการชำระล้างด้วย<span>  </span>ดังเวลาที่เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต เรามักจะไม่มีเวลาทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้<span>  </span>หากเป็นเสมือนรอยแผลก็เป็นการปล่อยปละละเลยให้เยียวยาตัวเอง โดยไม่ได้วิเคราะห์ตรวจสอบหาต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา หรือแม้กระทั่งดูแลรักษาอย่างถูกต้อง<span>  </span>ในใจของคนเราจึงเหมือนจะมีแผลกลัดหนองอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวใหญ่เล็กเพียงใดก็ตาม</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ลักษณะการชำระล้างจิตใจด้วยการภาวนาหรือการปฏิบัติธรรมนี้ มีข้อที่น่าสนใจอยู่ว่า เวลาที่ความทรงจำเช่นนี้ผุดขึ้นมาในความสงบ<span>  </span>เราแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่ดูเฉย ๆ ความเข้าใจก็ปรากฏขึ้นเอง และหลังจากนั้นสิ่งที่เคยเป็นปัญหาก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป<span>  </span>ความทรงจำที่ว่านี้ก็จะไม่กลับมารบกวนจิตใจอีกเลย </span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เวลาที่เห็นอะไรทำนองนี้มักจะอดพิศวงไม่ได้ว่า ทำไมถึงง่ายอย่างนี้<span>  </span>ไม่เห็นต้องลงทุนลงแรงทำอะไรมากเลย<span>  </span>แค่ทำใจให้สงบเท่านั้นเอง (หลายคนอาจแย้งว่า ตรงนี้แหละที่ต้องลงทุนไปไม่น้อย)</span><span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></span><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">บางทีแทบจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติด้วยซ้ำไป<span>  </span>ไม่มีทั้งผู้ดู ผู้ทำ มีแต่ปรากฏการณ์ล้วน ๆ ที่เกิดขึ้นในใจแล้วก็ดับหายไป</span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">หากรู้จักวิธีพิจารณาเช่นนี้แล้ว เวลานั่งสมาธิไม่สงบก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่<span>  </span>เพราะยังมีอะไรอีกหลายอย่างให้เรียนรู้ได้เสมอ<span>  </span>แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่านแต่ประการใด<span>  </span>เพราะการจะมองอะไรให้เข้าใจอย่างถ่องแท้นั้นต้องอาศัยใจที่เป็นสุขและมีความสงบเป็นพื้นฐานสำคัญ<span>  </span>เพียงแต่ว่าจะต้องรู้จักหาสมดุลระหว่างความคิดกับความสงบให้พอเหมาะเท่านั้นเอง</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ครั้งต่อไปที่เรื่องราวในอดีตแวะเวียนเข้ามาในใจ<span>  </span>ลองมองให้เห็นว่าเราจะเรียนรู้อะไรจากความทรงจำนั้นได้บ้าง<span>  </span>อย่าลืมว่าถ้าเรียนรู้ได้อย่างแท้จริงแล้ว ความทรงจำนั้นย่อมไม่อาจสร้างปัญหาให้กับจิตใจอีกต่อไป</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';"> </p>
<p></span></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/phrajew.wordpress.com/113/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/phrajew.wordpress.com/113/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/phrajew.wordpress.com/113/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/phrajew.wordpress.com/113/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/phrajew.wordpress.com/113/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/phrajew.wordpress.com/113/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/phrajew.wordpress.com/113/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/phrajew.wordpress.com/113/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/phrajew.wordpress.com/113/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/phrajew.wordpress.com/113/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/phrajew.wordpress.com/113/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/phrajew.wordpress.com/113/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=phrajew.wordpress.com&blog=261669&post=113&subd=phrajew&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://phrajew.wordpress.com/2007/03/30/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/fa0c0ae6bf75af661d78031de218215a?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">phrajew</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.nikumaru.com/26/uploads/3ftAgDIE.resize" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>ความสำเร็จสูงสุดของชีวิต</title>
		<link>http://phrajew.wordpress.com/2007/03/23/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://phrajew.wordpress.com/2007/03/23/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Mar 2007 01:48:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>phrajew</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dhamma]]></category>
		<category><![CDATA[Life in general]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://phrajew.wordpress.com/2007/03/23/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7/</guid>
		<description><![CDATA[
 
สมัยเรียนชั้นมัธยมปลาย มีรุ่นพี่คนหนึ่งที่หน้าตาหล่อเหลาและเคยสอบได้คะแนนในระดับหนึ่งในสิบของประเทศ  นอกจากนี้ยังเป็นนักเปียโนมือเยี่ยมที่สอบผ่านระดับสูงสุดของทรินิตี้คอลเลจได้เป็นคนแรกในภาคเหนืออีกด้วย  ชื่อเสียงของรุ่นพี่คนนี้มักจะขจรขจายให้ได้ยินอยู่เสมอ ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่รู้สึกทึ่งและอดที่จะอิจฉาไม่ได้  ใครเล่าจะพรั่งพร้อมได้ถึงขนาดนั้น 
อย่างไรก็ตาม หลังจากเรียนจบมัธยมปลายได้หมาด ๆ  ยังไม่ทันเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่สอบได้  รุ่นพี่คนนี้ก็เดินออกจากบ้านในกลางดึกของคืนวันหนึ่ง แล้วกระโจนใส่รถที่กำลังแล่นมาด้วยความเร็วสูง  ชีวิตที่อยู่ในวัยรุ่งโรจน์จึงลับล่วงไปในชั่วพริบตา  เรื่องนี้กลายเป็นข่าวดังข้ามปีของโรงเรียนในสมัยนั้น
 
แม้จะมีคนเดากันว่าเป็นปัญหาในครอบครัว  แต่ก็ไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริงว่า อะไรกันแน่ทำให้รุ่นพี่คนดังกล่าวตัดสินใจฆ่าตัวตาย  คนที่ได้รับรู้เรื่องนี้ต่างพากันมึนงงและเศร้าใจที่คนมีคุณสมบัติมากขนาดนั้นต้องมาด่วนจากโลกนี้ไป
 
ย้อนหลังไปกว่านั้น ในสมัยเรียนมัธยมต้นมีเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต  เพื่อนที่ว่านี้เป็นเสมือนคู่แข่งขันทางการเรียนเพราะมักจะได้คะแนนสูสีกันเสมอ  อุบัติเหตุดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดฝันและทำให้บรรยากาศในห้องเรียนดูว่างเปล่าไปถนัดใจ  รางวัลเรียนดีที่ได้ในแต่ละปีหลังจากนั้นดูจะด้อยความหมายลงไปไม่น้อย  เพราะอดนึกในใจไม่ได้ว่า หากเพื่อนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้
 
เมื่อมองย้อนหลังไป ความตายของบุคคลทั้งสองดูจะมีอิทธิพลต่อความนึกคิดในวัยเยาว์อยู่ไม่น้อย  เพราะด้วยความที่เป็นเด็กเรียนดีมาแต่ไหนแต่ไร  ความใฝ่ฝันในชีวิตจึงไม่ต่างกัน คือ อยากได้ชื่อว่าเป็นคนเรียนเก่งและมีความสามารถเป็นที่ยอมรับของใคร ๆ  รวมทั้งเป็นที่น่าชื่นชมและน่าอิจฉาในแวดวงเพื่อนฝูง  แต่เมื่อคนที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความสำเร็จต้องเสียชีวิตไปกระทันหันอย่างนี้ ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า ความสำเร็จดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชีวิตจริงหรือไม่  
 
แม้สมัยนั้นจะยังไม่อาจคิดวิเคราะห์ได้อย่างทุกวันนี้  แต่รู้สึกได้ชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้ชีวิตเป็นเพียงเท่าที่เห็น  และต้องการแสวงหาอะไรบางอย่างที่ลึกไปกว่าความสำเร็จทางการเรียนหรือหน้าที่การงาน   ด้วยเหตุนี้จึงชอบอ่านหนังสือในเชิงปรัชญาและมีความคิดผิดแผกจากเพื่อนรุ่นเดียวกัน  น่าจะเป็นนักเรียนคนเดียวภายในรุ่นที่อ่านหนังสือของท่านอาจารย์พุทธทาสมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมต้น
 
เมื่อได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมแล้วจึงเข้าใจได้ว่า  ชีวิตไม่เคยสร้างความพึงพอใจอย่างเต็มเปี่ยมให้ใครได้เลย เพราะไม่ว่าจะประสบความสำเร็จในเรื่องใด ก็จะยังมีเรื่องอื่นให้ไขว่คว้าดิ้นรนอยู่อีกร่ำไป  หลายคนที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จในสายตาของคนอื่นจึงอาจจะไม่ได้พึงพอใจอย่างที่คิดกัน  ในทางตรงกันข้ามอาจยิ่งรู้สึกผิดหวังและกดดันต่อตัวเองที่ล้มเหลวในบางเรื่องก็เป็นได้ 
 
ดังรุ่นพี่มัธยมปลายคนดังกล่าว เมื่อมองย้อนหลังไปกลับรู้สึกว่าน่าสงสาร  หากได้รู้วิธีการจัดการกับจิตใจของตัวเองที่ดีกว่านั้น  เขาก็อาจจะผ่านพ้นปัญหาหนักหน่วงทางใจไปได้  และอาจจะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ๆ ได้อีกมาก   
เมื่อระลึกถึงความตายด้วยท่าทีเช่นนี้ได้ บุคคลที่ล่วงลับไปก็เป็นดั่งผู้มีพระคุณของเรา เพราะทำให้เกิดความนึกคิดอันนำไปสู่การปฏิบัติธรรม และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เลือกใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=phrajew.wordpress.com&blog=261669&post=112&subd=phrajew&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p align="center" style="text-align:center;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';"></span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> <img align="middle" width="400" src="http://www.nikumaru.com/26/uploads/[240]1v4z.resize" height="200" style="width:400px;height:200px;" /></font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">สมัยเรียนชั้นมัธยมปลาย มีรุ่นพี่คนหนึ่งที่หน้าตาหล่อเหลาและเคยสอบได้คะแนนในระดับหนึ่งในสิบของประเทศ<span>  </span>นอกจากนี้ยังเป็นนักเปียโนมือเยี่ยมที่สอบผ่านระดับสูงสุดของทรินิตี้คอลเลจได้เป็นคนแรกในภาคเหนืออีกด้วย<span>  </span>ชื่อเสียงของรุ่นพี่คนนี้มักจะขจรขจายให้ได้ยินอยู่เสมอ ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่รู้สึกทึ่งและอดที่จะอิจฉาไม่ได้</span><span><font size="3" face="Times New Roman">  </font></span><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ใครเล่าจะพรั่งพร้อมได้ถึงขนาดนั้น</span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">อย่างไรก็ตาม หลังจากเรียนจบมัธยมปลายได้หมาด ๆ <span> </span>ยังไม่ทันเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่สอบได้<span>  </span>รุ่นพี่คนนี้ก็เดินออกจากบ้านในกลางดึกของคืนวันหนึ่ง แล้วกระโจนใส่รถที่กำลังแล่นมาด้วยความเร็วสูง<span>  </span>ชีวิตที่อยู่ในวัยรุ่งโรจน์จึงลับล่วงไปในชั่วพริบตา<span>  </span>เรื่องนี้กลายเป็นข่าวดังข้ามปีของโรงเรียนในสมัยนั้น</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">แม้จะมีคนเดากันว่าเป็นปัญหาในครอบครัว<span>  </span>แต่ก็ไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริงว่า อะไรกันแน่ทำให้รุ่นพี่คนดังกล่าวตัดสินใจฆ่าตัวตาย<span>  </span>คนที่ได้รับรู้เรื่องนี้ต่างพากันมึนงงและเศร้าใจที่คนมีคุณสมบัติมากขนาดนั้นต้องมาด่วนจากโลกนี้ไป</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ย้อนหลังไปกว่านั้น ในสมัยเรียนมัธยมต้นมีเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต<span>  </span>เพื่อนที่ว่านี้เป็นเสมือนคู่แข่งขันทางการเรียนเพราะมักจะได้คะแนนสูสีกันเสมอ<span>  </span>อุบัติเหตุดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดฝันและทำให้บรรยากาศในห้องเรียนดูว่างเปล่าไปถนัดใจ<span>  </span>รางวัลเรียนดีที่ได้ในแต่ละปีหลังจากนั้นดูจะด้อยความหมายลงไปไม่น้อย <span> </span>เพราะอดนึกในใจไม่ได้ว่า หากเพื่อนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เมื่อมองย้อนหลังไป ความตายของบุคคลทั้งสองดูจะมีอิทธิพลต่อความนึกคิดในวัยเยาว์อยู่ไม่น้อย<span>  </span>เพราะด้วยความที่เป็นเด็กเรียนดีมาแต่ไหนแต่ไร<span>  </span>ความใฝ่ฝันในชีวิตจึงไม่ต่างกัน คือ อยากได้ชื่อว่าเป็นคนเรียนเก่งและมีความสามารถเป็นที่ยอมรับของใคร ๆ<span>  </span>รวมทั้งเป็นที่น่าชื่นชมและน่าอิจฉาในแวดวงเพื่อนฝูง<span>  </span>แต่เมื่อคนที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความสำเร็จต้องเสียชีวิตไปกระทันหันอย่างนี้ ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า ความสำเร็จดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชีวิตจริงหรือไม่<span>  </span></span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">แม้สมัยนั้นจะยังไม่อาจคิดวิเคราะห์ได้อย่างทุกวันนี้<span>  </span>แต่รู้สึกได้ชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้ชีวิตเป็นเพียงเท่าที่เห็น <span> </span>และต้องการแสวงหาอะไรบางอย่างที่ลึกไปกว่าความสำเร็จทางการเรียนหรือหน้าที่การงาน<span>   </span>ด้วยเหตุนี้จึงชอบอ่านหนังสือในเชิงปรัชญาและมีความคิดผิดแผกจากเพื่อนรุ่นเดียวกัน<span>  </span>น่าจะเป็นนักเรียนคนเดียวภายในรุ่นที่อ่านหนังสือของท่านอาจารย์พุทธทาสมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมต้น</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เมื่อได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมแล้วจึงเข้าใจได้ว่า<span>  </span>ชีวิตไม่เคยสร้างความพึงพอใจอย่างเต็มเปี่ยมให้ใครได้เลย เพราะไม่ว่าจะประสบความสำเร็จในเรื่องใด ก็จะยังมีเรื่องอื่นให้ไขว่คว้าดิ้นรนอยู่อีกร่ำไป<span>  </span>หลายคนที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จในสายตาของคนอื่นจึงอาจจะไม่ได้พึงพอใจอย่างที่คิดกัน<span>  </span>ในทางตรงกันข้ามอาจยิ่งรู้สึกผิดหวังและกดดันต่อตัวเองที่ล้มเหลวในบางเรื่องก็เป็นได้ </span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ดังรุ่นพี่มัธยมปลายคนดังกล่าว เมื่อมองย้อนหลังไปกลับรู้สึกว่าน่าสงสาร<span>  </span>หากได้รู้วิธีการจัดการกับจิตใจของตัวเองที่ดีกว่านั้น<span>  </span>เขาก็อาจจะผ่านพ้นปัญหาหนักหน่วงทางใจไปได้<span>  </span>และอาจจะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ๆ ได้อีกมาก<span>  </span></span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เมื่อระลึกถึงความตายด้วยท่าทีเช่นนี้ได้ บุคคลที่ล่วงลับไปก็เป็นดั่งผู้มีพระคุณของเรา เพราะทำให้เกิดความนึกคิดอันนำไปสู่การปฏิบัติธรรม และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เลือกใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน<span>  </span>ดังนั้น ไม่ว่าบุคคลทั้งสองจะสถิตอยู่ ณ แห่งหนใด ก็ขอให้ได้รับอานิสงส์แห่งการปฏิบัติธรรมทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคตด้วยเทอญ</span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<blockquote><p><em><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">หมายเหตุสำหรับผู้ที่สนใจปฏิบัติสมาธิภาวนา</span></em><em><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p></em><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เนื้อหาของข้อเขียนนี้เป็นส่วนหนึ่งจากการภาวนาเพื่อระลึกถึงผู้มีอุปการคุณต่อชีวิต<span>  </span></span><font size="3" face="Times New Roman">(recollections of gratitude) </font><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';"><span> </span>โดยระลึกถึงประโยชน์ที่ได้รับจากบุคคลต่าง ๆ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม จากนั้นก็น้อมอุทิศส่วนกุศลจากการปฏิบัติธรรมไปให้บุคคลนั้น<span>  </span>ใจของผู้ปฏิบัติจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกขอบคุณต่อชีวิต <span> </span>นับเป็นหัวข้อในการภาวนาอย่างหนึ่งเพื่อเตรียมใจให้เหมาะกับการปฏิบัติธรรมขั้นสูงต่อไป</span></p></blockquote>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/phrajew.wordpress.com/112/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/phrajew.wordpress.com/112/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/phrajew.wordpress.com/112/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/phrajew.wordpress.com/112/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/phrajew.wordpress.com/112/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/phrajew.wordpress.com/112/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/phrajew.wordpress.com/112/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/phrajew.wordpress.com/112/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/phrajew.wordpress.com/112/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/phrajew.wordpress.com/112/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/phrajew.wordpress.com/112/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/phrajew.wordpress.com/112/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=phrajew.wordpress.com&blog=261669&post=112&subd=phrajew&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://phrajew.wordpress.com/2007/03/23/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/fa0c0ae6bf75af661d78031de218215a?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">phrajew</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.nikumaru.com/26/uploads/[240]1v4z.resize" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>ท่าทีต่อชีวิต</title>
		<link>http://phrajew.wordpress.com/2007/03/16/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://phrajew.wordpress.com/2007/03/16/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Mar 2007 01:42:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>phrajew</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dhamma]]></category>
		<category><![CDATA[Life in general]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://phrajew.wordpress.com/2007/03/16/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95/</guid>
		<description><![CDATA[
 
ทัศนคติของคนเราส่งผลต่อชีวิตได้อย่างลึกซี้งชนิดที่คนส่วนใหญ่อาจคาดไม่ถึง  ดังผลการวิจัยในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่มีการจัดแบ่งนักเรียนออกเป็นสองห้องโดยใช้คะแนนเฉลี่ยเป็นเกณฑ์  นักเรียนทั้งสองห้องนี้มีกลุ่มคะแนนสูง-กลาง-ต่ำใกล้เคียงกันเกือบทุกประการ เพียงแต่ว่าเกณฑ์ดังกล่าวนี้ถูกเก็บเป็นความลับ แม้กระทั่งครูประจำชั้นก็ไม่รู้รายละเอียดดังกล่าว 
 
นักเรียนห้องก.และห้องข.มีการเรียนการสอนเหมือนกันตามปกติ  แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงหนึ่งภาคการศึกษา ผลการทดสอบปลายภาคพบว่า นักเรียนห้องก. มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่านักเรียนห้องข. อย่างเห็นได้ชัด
 
นักวิจัยอธิบายสาเหตุที่ผลการเรียนออกมาต่างกันเช่นนั้น โดยสรุปจากการสังเกตและการสัมภาษณ์ระหว่างวิจัยว่า ถึงแม้นักเรียนทั้งสองกลุ่มจะไม่แตกต่างกันในช่วงเริ่มต้น  แต่ทัศนคติของครูและผู้ปกครองที่มีต่อการจัดแบ่งห้องนี้ต่างกัน  ส่งผลให้ทัศนคติต่อตัวเองของนักเรียนทั้งสองกลุ่มต่างกันไปด้วย
 
นักเรียนในห้องก. คิดว่าตนเองเรียนได้ดี รวมทั้งครูและผู้ปกครองก็คิดไปในทิศทางเดียวกัน  ทำให้เกิดกำลังใจในการเรียนมากขึ้น  กลุ่มที่เคยสอบได้คะแนนต่ำก็มีการปรับปรุงตัวเองได้อย่างน่าพึงพอใจ  ในทางตรงกันข้าม กลุ่มนักเรียนในห้องข. รู้สึกในแง่ลบกับตัวเอง  ทำให้นักเรียนที่เคยสอบได้คะแนนสูงมาก่อนหมดกำลังใจที่จะเรียนรู้ และพลอยย่ำแย่ไปด้วยกันกับกลุ่มอื่น ๆ ในห้อง
 
ผลการวิจัยเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามถึงโรงเรียนชื่อดังทั้งหลายที่มีการแบ่งออกเป็นห้องคิง ห้องควีน ไปจนถึงห้องบ๊วยสุด  และหากจะว่าไปแล้ว ตนเองก็เป็นผลผลิตของการศึกษาในระบบที่ว่านี้เช่นกัน  เพราะในช่วงที่เรียนหนังสือ ครูจัดให้อยู่ในห้องแรกมาโดยตลอด แม้กระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังมีการจัดกลุ่มเรียนวิชาภาษาอังกฤษตามลำดับคะแนน  เลยชักไม่แน่ใจว่า หากครูจัดให้อยู่ในห้องบ๊วยมาตั้งแต่ต้น วิถีชีวิตจะเปลี่ยนไปในรูปใด
 
ถ้ามองในแง่มุมนี้แล้ว ระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ก็ออกจะน่ากลัวอยู่ไม่น้อย  ถ้าเด็กคนไหนแสดงศักยภาพทางวิชาการต่ำในช่วงเริ่มต้น (ซึ่งควรจะตั้งคำถามด้วยเช่นกันว่าใช้เกณฑ์อะไรมาวัด)  ก็เป็นอันว่าแทบจะหมดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง หรือค้นพบความสามารถในด้านอื่น ๆ ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าด้านวิชาการเลย  
เรื่องทำนองนี้ชวนให้นึกถึง วรรณกรรมเยาวชนเรื่องโต๊ะโตะจังที่เคยอ่านตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม  หนังสือเล่มนี้เป็นเกร็ดชีวิตจริงของเด็กหญิงชาวญี่ปุ่นในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง  โต๊ะโตะจังเป็นเด็กที่มีแบบแผนการเรียนต่างไปจากเด็กอื่น ๆ เพราะเธอไม่ยอมนั่งอยู่นิ่ง  ทำให้เธอถูกไล่ออกจากโรงเรียนอนุบาลหลายแห่ง  เคราะห์ดีที่คุณแม่ของโต๊ะโตะจังสามารถหาโรงเรียนที่เหมาะกับเธอได้ในที่สุด
 
โรงเรียนอนุบาลที่ว่านี้ใช้ตู้รถไฟเก่ามาทำเป็นห้องเรียน และมีครูใหญ่ที่เข้าใจพัฒนาการของเด็กและมีแนวคิดทางการศึกษาล้ำหน้าเกินยุค  ที่โรงเรียนแห่งนี้จึงเปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกเรียนวิชาต่าง ๆ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=phrajew.wordpress.com&blog=261669&post=111&subd=phrajew&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p align="center" style="text-align:center;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';"><img align="middle" width="200" src="http://www.nikumaru.com/26/uploads/[240]Rn18.resize" height="350" style="width:200px;height:350px;" /></span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ทัศนคติของคนเราส่งผลต่อชีวิตได้อย่างลึกซี้งชนิดที่คนส่วนใหญ่อาจคาดไม่ถึง<span>  </span>ดังผลการวิจัยในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่มีการจัดแบ่งนักเรียนออกเป็นสองห้องโดยใช้คะแนนเฉลี่ยเป็นเกณฑ์<span>  </span>นักเรียนทั้งสองห้องนี้มีกลุ่มคะแนนสูง-กลาง-ต่ำใกล้เคียงกันเกือบทุกประการ เพียงแต่ว่าเกณฑ์ดังกล่าวนี้ถูกเก็บเป็นความลับ แม้กระทั่งครูประจำชั้นก็ไม่รู้รายละเอียดดังกล่าว </span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">นักเรียนห้องก</span><font size="3" face="Times New Roman">.</font><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">และห้องข</span><font size="3" face="Times New Roman">.</font><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">มีการเรียนการสอนเหมือนกันตามปกติ<span>  </span>แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงหนึ่งภาคการศึกษา ผลการทดสอบปลายภาคพบว่า นักเรียนห้องก. มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่านักเรียนห้องข. อย่างเห็นได้ชัด</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">นักวิจัยอธิบายสาเหตุที่ผลการเรียนออกมาต่างกันเช่นนั้น โดยสรุปจากการสังเกตและการสัมภาษณ์ระหว่างวิจัยว่า ถึงแม้นักเรียนทั้งสองกลุ่มจะไม่แตกต่างกันในช่วงเริ่มต้น<span>  </span>แต่ทัศนคติของครูและผู้ปกครองที่มีต่อการจัดแบ่งห้องนี้ต่างกัน<span>  </span>ส่งผลให้ทัศนคติต่อตัวเองของนักเรียนทั้งสองกลุ่มต่างกันไปด้วย</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">นักเรียนในห้องก. คิดว่าตนเองเรียนได้ดี รวมทั้งครูและผู้ปกครองก็คิดไปในทิศทางเดียวกัน<span>  </span>ทำให้เกิดกำลังใจในการเรียนมากขึ้น<span>  </span>กลุ่มที่เคยสอบได้คะแนนต่ำก็มีการปรับปรุงตัวเองได้อย่างน่าพึงพอใจ<span>  </span>ในทางตรงกันข้าม กลุ่มนักเรียนในห้องข. รู้สึกในแง่ลบกับตัวเอง<span>  </span>ทำให้นักเรียนที่เคยสอบได้คะแนนสูงมาก่อนหมดกำลังใจที่จะเรียนรู้ และพลอยย่ำแย่ไปด้วยกันกับกลุ่มอื่น ๆ ในห้อง</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ผลการวิจัยเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามถึงโรงเรียนชื่อดังทั้งหลายที่มีการแบ่งออกเป็นห้องคิง ห้องควีน ไปจนถึงห้องบ๊วยสุด<span>  </span>และหากจะว่าไปแล้ว ตนเองก็เป็นผลผลิตของการศึกษาในระบบที่ว่านี้เช่นกัน<span>  </span>เพราะในช่วงที่เรียนหนังสือ ครูจัดให้อยู่ในห้องแรกมาโดยตลอด แม้กระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังมีการจัดกลุ่มเรียนวิชาภาษาอังกฤษตามลำดับคะแนน<span>  </span>เลยชักไม่แน่ใจว่า หากครูจัดให้อยู่ในห้องบ๊วยมาตั้งแต่ต้น วิถีชีวิตจะเปลี่ยนไปในรูปใด</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ถ้ามองในแง่มุมนี้แล้ว ระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ก็ออกจะน่ากลัวอยู่ไม่น้อย<span>  </span>ถ้าเด็กคนไหนแสดงศักยภาพทางวิชาการต่ำในช่วงเริ่มต้น (ซึ่งควรจะตั้งคำถามด้วยเช่นกันว่าใช้เกณฑ์อะไรมาวัด)<span>  </span>ก็เป็นอันว่าแทบจะหมดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง หรือค้นพบความสามารถในด้านอื่น ๆ ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าด้านวิชาการเลย </span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เรื่องทำนองนี้ชวนให้นึกถึง วรรณกรรมเยาวชนเรื่องโต๊ะโตะจังที่เคยอ่านตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม<span>  </span>หนังสือเล่มนี้เป็นเกร็ดชีวิตจริงของเด็กหญิงชาวญี่ปุ่นในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง<span>  </span>โต๊ะโตะจังเป็นเด็กที่มีแบบแผนการเรียนต่างไปจากเด็กอื่น ๆ เพราะเธอไม่ยอมนั่งอยู่นิ่ง<span>  </span>ทำให้เธอถูกไล่ออกจากโรงเรียนอนุบาลหลายแห่ง<span>  </span>เคราะห์ดีที่คุณแม่ของโต๊ะโตะจังสามารถหาโรงเรียนที่เหมาะกับเธอได้ในที่สุด</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">โรงเรียนอนุบาลที่ว่านี้ใช้ตู้รถไฟเก่ามาทำเป็นห้องเรียน และมีครูใหญ่ที่เข้าใจพัฒนาการของเด็กและมีแนวคิดทางการศึกษาล้ำหน้าเกินยุค <span> </span>ที่โรงเรียนแห่งนี้จึงเปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกเรียนวิชาต่าง ๆ ตามลำดับความสนใจ</span><span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></span><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เช่น บางคนก็เรียนวิทยาศาสตร์เป็นลำดับแรก หรือบางคนก็นั่งทำโจทย์คณิตศาสตร์ ในขณะที่เพื่อนนั่งคัดลายมือเป็นต้น<span>  </span>นอกจากนี้ยังมีวิชาเดินเล่น วิชากระโดดเป็นจังหวะตามโน๊ตดนตรี และมีการแข่งขันกีฬาชนิดที่นักเรียนพิการสามารถกวาดรางวัลชนะเลิศได้ทุกครั้งอีกด้วย</span><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ความทรงจำเรื่องหนึ่งที่โต๊ะโตะจังบันทึกเอาไว้คือ<span>  </span>ระหว่างที่เธอกำลังเล่นอะไรอยู่ตามลำพัง ครูใหญ่มักจะเดินเข้ามาคุยกับเธอแล้วบอกว่า </span><font size="3" face="Times New Roman">‘</font><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">อันที่จริงหนูเป็นเด็กดีนะ</span><font size="3"><font face="Times New Roman">’<span>  </span></font></font><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">คำพูดที่ว่านี้ทำให้โต๊ะโตะจังรู้สึกภูมิใจในตัวเองเป็นอย่างมาก<span>  </span>และยังจดจำคำพูดนี้ได้แม้กระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เมื่อโตขึ้น โต๊ะโตะจังซึ่งเคยเป็นเด็กที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียนอนุบาลหลายแห่ง ได้กลายเป็นนักแสดงทางโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น <span> </span>นอกจากนี้เธอยังได้รับเลือกให้เป็นทูตสันติภาพขององค์การสหประชาชาติอีกด้วย<span>  </span>เพื่อนร่วมชั้นอนุบาลของโต๊ะโตะจังคนหนึ่งที่ชอบทำการทดลองวิทยาศาสตร์ก่อนวิชาอื่น ก็ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ประจำองค์กรนาซ่า</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">โรงเรียนอนุบาลของโต๊ะโตะจังแสดงให้เห็นว่า บรรยากาศการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทัศนคติในแง่ดีช่วยให้นักเรียนค้นพบศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง และสามารถพัฒนาศักยภาพนั้นได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีแรงกดดันจากสังคมรอบข้าง<span>  </span>น่าเสียดายว่าโรงเรียนที่ว่านี้ถูกไฟไหม้เสียหายไปในระหว่างสงคราม และครูใหญ่คนนี้ก็ไม่มีโอกาสได้สร้างโรงเรียนลักษณะนี้ขึ้นมาอีก<span>  </span>ไม่อย่างนั้นแล้ว จำนวนนักเรียนญี่ปุ่นที่เคร่งเครียดกับการเรียนจนกระทั่งต้องฆ่าตัวตาย อาจลดลงกว่าที่ผ่านมาก็เป็นได้</span></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';"><span>  </span></span></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เมื่อมองย้อนไปถึงประสบการณ์ของตัวเองในสมัยเรียนชั้นป. </span><font size="3" face="Times New Roman">5 </font><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';"><span> </span>ครั้งหนึ่งครูเรียกให้ออกไปแสดงวิธีคิดเลขหน้ากระดาน<span>  </span>เมื่อเดินออกไปก็ใช้วิธีการหารยาวตามที่ถนัดและได้คำตอบตามโจทย์ที่ตั้งไว้<span>  </span>แต่ครูบอกว่าไม่ถูกต้อง เพราะโจทย์ข้อนี้ต้องการให้ใช้วิธีหารสั้น<span>  </span>ด้วยความที่ทำหารสั้นไม่เป็น จึงต้องยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน<span>  </span>พอรู้สึกตัวอีกทีก็ถูกครูบิดหูอย่างแรงแล้วกระชากเสียงว่า </span><font size="3" face="Times New Roman">‘</font><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ทำไมถึงโง่อย่างนี้</span><font size="3" face="Times New Roman">’</font><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';"><span>  </span></span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ในช่วงที่เป็นเด็กนั้น คิดอย่างไรก็ไม่อาจทำความเข้าใจได้ว่า หากได้คำตอบไม่ต่างกันแล้ว ทำไมครูจะต้องบังคับให้คิดในวิธีที่ไม่ถนัดด้วย<span>  </span>และตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ ไม่เคยสามารถคิดเลขด้วยวิธีการหารสั้นได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว<span>  </span>ทั้ง ๆ ที่ต่อจากนั้นยังคงเรียนวิชาเลขในระดับมัธยมต้นได้ดีจนกระทั่งสอบได้คะแนนสูงสุด (คงไม่ใช่วิชาหารสั้นอย่างแน่นอน)<span>  </span></span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">อันที่จริง การเรียนรู้วิธีหารสั้นคงจะมีประโยชน์ในบางแง่<span>  </span>เรื่องนี้คงต้องสอบถามนักคณิตศาสตร์ทั้งหลายดู<span>  </span>แต่วิธีการชี้แนะให้นักเรียนเห็นประโยชน์ของการเรียนรู้เพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้อย่างมีความหมายนั้นแทบจะไม่เคยปรากฏในโรงเรียนเลย<span>  </span>และจากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสมาเมื่อไม่นานมานี้เชื่อว่า เรื่องราวทำนองเดียวกับวิธีการหารสั้นที่เล่ามานี้ยังคงเกิดขึ้นในห้องเรียนอีกหลายแห่ง</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนี้คงช่วยให้เห็นได้ว่า เรื่องของใจนั้นมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก<span>  </span>ทัศนคติและท่าทีที่มีต่อตัวเองเป็นเครื่องกำหนดว่าเราทำอะไรได้หรือไม่ได้ ยิ่งไปกว่าความสามารถที่มีอยู่<span>  </span>เมื่อไหร่ก็ตามที่คิดไปก่อนว่าตัวเองทำไม่ได้<span>  </span>ย่อมคาดเดาผลลัพธ์ได้ไม่ยาก</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">คิดว่าต้นตอของปัญหาทางทัศนคติที่ว่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากการคิดเปรียบเทียบ ถ้าเราไม่ดี คนอื่นก็ต้องดีกว่า ถ้าเราเก่ง คนอื่นก็ไม่เก่ง น้อยคนที่จะไม่คิดเปรียบเทียบตัวเองกับใคร<span>  </span>แม้ในแวดวงปฏิบัติธรรมก็ยังอดเกิดความคิดเปรียบเทียบเช่นนี้ไม่ได้<span>  </span>เราเคร่งกว่า คนอื่นไม่เคร่งเท่าเรา<span>  </span>เขานั่งสมาธิได้นาน เรานั่งไม่ได้เท่าเขา<span>  </span>เขามีบารมีมากกว่าเรา เราสู้เขาไม่ได้ ฯลฯ</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p style="margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">หากพิจารณาตามความเป็นจริงจะเห็นได้ว่า<span>  </span>คนเราทุกคนมีดีในตัวเองไม่ว่าแง่ใดก็แง่หนึ่ง<span>  </span>คนอื่นก็เช่นกัน<span>  </span>ไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้ เพราะต่างมีเงื่อนไขของชีวิตต่างกัน<span>  </span>เหตุปัจจัยที่แวดล้อมก็แตกต่างกันไปด้วย<span>  </span>การยอมรับความจริงเช่นนี้ทำให้ความรู้สึกในแง่ลบต่อตัวเองลดลง หรือความหยิ่งผยองในความสามารถของตนเองลดลงไปด้วย</span></p>
<p><font size="3" face="Times New Roman"> </font></p>
<p><span style="font-size:14pt;font-family:'Angsana New';">ถ้าเลิกคิดเปรียบเทียบได้ ก็จะทำงานตามความสามารถได้อย่างมีสุข และเชื่อแน่ว่าจะต้องได้รับผลดีจากการกระทำนั้นไม่มากก็น้อย </span></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/phrajew.wordpress.com/111/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/phrajew.wordpress.com/111/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/phrajew.wordpress.com/111/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/phrajew.wordpress.com/111/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/phrajew.wordpress.com/111/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/phrajew.wordpress.com/111/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/phrajew.wordpress.com/111/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/phrajew.wordpress.com/111/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/phrajew.wordpress.com/111/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/phrajew.wordpress.com/111/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/phrajew.wordpress.com/111/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/phrajew.wordpress.com/111/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=phrajew.wordpress.com&blog=261669&post=111&subd=phrajew&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://phrajew.wordpress.com/2007/03/16/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/fa0c0ae6bf75af661d78031de218215a?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">phrajew</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.nikumaru.com/26/uploads/[240]Rn18.resize" medium="image" />
	</item>
	</channel>
</rss>