The Countryside of Chithurst

Reflections of Buddhist monastic life in England

โล่งใจไปที

Posted by phrajew บน มิถุนายน 24, 2006

 

วันนี้ต้องขึ้นบรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษ เพราะพระรูปอื่น ๆ ที่อาวุโสกว่าต่างมีกิจธุระต้องเดินทางไปที่อื่น รวมทั้งพระอาจารย์เจ้าอาวาสด้วย เราก็เลยตกที่นั่งผู้อาวุโสสูงสุด แล้วบังเอิญตรงกับช่วงวันเสาร์ซึ่งจะมีการบรรยายธรรมในช่วงเย็นพอดี ผู้ฟังเกือบทั้งหมดเป็นญาติโยมฝรั่งราว ๆ สามสิบถึงสี่สิบคนซึ่งมักจะขับรถมาฟังกันเป็นประจำทุกวันเสาร์ การบรรยายจึงเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องเป็นภาษาอังกฤษซึ่งแสนจะเป็น ‘ยาขม’ ของนักเรียนไทยมาแต่ไหนแต่ไร

ก่อนที่จะมาอังกฤษ จำความรู้สึกได้ว่าค่อนข้างโล่งใจ เพราะในเมืองไทยนั้น เมื่อพระมีอายุพรรษามากเข้า ก็เริ่มมีคนเรียกเป็นครูบาอาจารย์ และเริ่มมีงานหลายอย่างที่คนขอร้องให้ทำ งานไหนที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและไม่เป็นโทษต่อการใช้ชีวิตพระก็มักจะต้องรับปาก เช่น สอนหนังสือ ให้คำแนะนำเรื่องต่าง ๆ เทศน์หรือบรรยายธรรม รับนิมนต์ไปในที่ต่าง ๆ ตลอดจนดูแลเรื่องการก่อสร้างภายในวัด เป็นต้น

ในบางวันจึงเป็นเรื่องที่น่าตกใจที่พบว่าตัวเองมีงานจะต้องทำถึงเจ็ดแปดอย่างในวันเดียว อุดมคติของการบวชเป็นพระที่น่าจะหมายถึงการมีเวลาว่างมาก ๆ เพื่อปฏิบัติธรรม แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปนานเข้า กลับกลายเป็นว่าเวลาที่เป็นส่วนตัวจริง ๆ กลับน้อยลงมาก

ยิ่งอยู่ในฐานะอาจารย์ ยิ่งต้องมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ต้องตัดสินใจในหลาย ๆ เรื่อง และต้องทำตัวเป็นแบบอย่างของลูกศิษย์ตลอดเวลาด้วย การปฏิบัติธรรมส่วนตัวจึงต้องเปลี่ยนรูปแบบไปจากครั้งที่เคยเป็นพระน้อย ๆ อยู่ท้ายแถว

ดังนั้น จึงรู้สึกค่อนข้างดีใจที่จะได้กลับไปเป็นพระน้อยอีกครั้งหนึ่งที่อังกฤษ เพราะได้ยินมาว่ามีพระเถระระดับยี่สิบพรรษาขึ้นไปอยู่มาก เราคงจะได้ไปอยู่ท้ายแถวเป็นแน่ คิดอย่างนี้พลางกระหยิ่มยิ้มย่องว่าเราคงจะไม่ต้องทำอะไรมาก มีเวลานั่งภาวนา นั่งอ่านหนังสือ และเดินเล่นดูต้นไม้ ดูดอกไม้ไปเรื่อย ๆ และกะว่าจะเป็นช่วงเวลาสำหรับการพักร้อนโดยแท้

และแล้วในที่สุดก็พบว่าตัวเองต้องมานั่งอยู่ในลำดับที่สองและที่สาม โดยบางคราวก็ต้องเลื่อนมาอยู่ตำแหน่งหน้าสุด ช่างเป็นการ ‘พักร้อน’ ที่แสนสบายเสียนี่กระไร

 This picture was taken last year.

.

พระป่านั้นมักจะถูกอบรมให้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยไม่บ่นกับใครแม้กระทั่งกับใจของตัวเองซึ่งรังแต่จะสร้างทุกข์ขึ้นมาเปล่า ๆ  บางครั้งคนจึงอาจจะรู้สึกไปว่าพระท่านดูพอใจกับการทำอะไรบางอย่างเสียนี่กระไร โดยหารู้ไม่ว่าเราถูกฝึกมาให้มีหน้าที่ทำความพอใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเสียจนเป็นเรื่องปกติธรรมดาไป ดังนั้น จะบอกว่าเต็มใจที่จะรับหน้าที่เป็นหัวหน้าและบรรยายธรรมก็คงไม่ใช่ แต่จะว่าไม่เต็มใจก็บอกไม่ได้อีกนั่นเอง ทำได้แต่เพียงว่าจะพยายามทำใจให้เป็นสุขกับสิ่งที่จะต้องทำเท่านั้นเอง

การนั่งอยู่หน้าสุดโดยที่มีพระเณรฝรั่ง 8 รูป แม่ชีฝรั่งและผ้าขาวอีก 7 อยู่ต่อหน้า เป็นความรู้สึกที่น่าสยดสยองพอสมควร เพราะแม้ว่าการนั่งอยู่ข้างหน้าจะหมายถึงการได้รับสิทธิพิเศษบางประการ เช่น ได้ตักอาหารเป็นคนแรก หรือได้รับการอุปัฏฐากดูแลอย่างดี แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องตกอยู่ภายใต้สายตามากกว่า 15 คู่ด้วย คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพูดหรือทำอะไรให้ถูกใจคนทั้งหมด

ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา สมาชิกส่วนใหญ่คาดหวังให้คนที่อยู่หน้าสุดเป็นผู้เริ่มต้นในกิจกรรมทุก ๆ ประการรวมทั้งเป็นผู้ชวนสนทนานิด ๆ หน่อย ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศไม่ให้ดูเคร่งเครียดเกินไปด้วย (คนที่ไม่เคยมาวัดป่าอาจจะนึกไม่ถึงว่าช่วงเวลาฉันอาหารร่วมกันนั้นเป็นช่วงเวลาที่เงียบสงัดเพียงใด) หน้าที่ดังที่ว่านี้ทำได้ไม่ง่ายนัก แม้กระทั่งในท่ามกลางคณะสงฆ์ชาวไทย มิพักจะต้องพูดถึงคณะสงฆ์ที่เป็นชาวตะวันตกล้วนอย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้เลย

ถ้าคิดเล่น ๆ ก็อาจจะเข้าทำนองชาตินิยมสักหน่อยว่า วันนี้เป็นวันที่คนไทยจะได้อยู่นำหน้าชาติอื่น ๆ อีกสิบกว่าชาติ (พระเณรและแม่ชีที่นี่มาจากหลากหลายประเทศมาก) แต่เชื่อว่าไม่มีพระป่ารูปใดจะอาสาทำหน้าที่นี้โดยแน่แท้ ไม่ว่าจะเป็นเกียรติต่อประเทศชาติสักเพียงใดก็ตาม

การบรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษนั้นนับว่าเป็นความท้าทายหลายชั้นสำหรับพระไทยรูปหนึ่งจะพึงเผชิญ เพราะนอกจากอุปสรรคทางด้านภาษาแล้ว ยังเป็นท่าทีของผู้ฟังชาวตะวันตกด้วย เพราะผู้ฟังส่วนใหญ่ที่อุตส่าห์ขับรถมาเป็นระยะทางยาวไกลมักจะ มีความคาดหวังที่จะได้อะไรกลับไปคิดด้วย ไม่ใช่แค่มาฟังเทศน์ ‘เอาบุญ’ อย่างที่เป็นอยู่บางแห่งในเมืองไทย

นอกจากนี้แล้ว การบรรยายธรรมแบบวัดป่ายังไม่นิยมให้มีการเตรียมการล่วงหน้าด้วย เพราะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น เวลาพูดได้ดีเราก็มักจะเกิดความภาคภูมิใจ หรือเวลาที่พูดได้ไม่ดีอย่างที่คิดเอาไว้เราก็เสียใจ ทั้งสองประการนี้ถือว่าเป็นทุกข์พอ ๆ กัน

จะเห็นได้ว่า การแปลความคิดของตนเองเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  ถ้าเกิดคิดไม่ออกขึ้นมาจะทำอย่างไรดี  ถ้าเราพูดผิดพูดถูกจนน่าอับอายขายหน้า  หรือถ้าหมดเรื่องจะพูดก่อนเวลาจะแก้ปัญหาอย่างไร  คำถามเหล่านี้ผุดขึ้นมาเกือบจะทันที และต้องคลี่คลายความกดดันจากคำถามเหล่านี้ด้วยการสอนตัวเองแบบพระป่าว่า “อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไป” ซึ่งถือเป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์สำหรับความวิตกกังวลในทุกสถานการณ์

ตลอดทั้งวันนี้เราจึงปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปตามปกติ โดยไม่พยายามจะคิดถึงเรื่องที่ต้องทำหน้าที่บรรยายธรรมในตอนเย็น เวลาฉันก็ไม่คิดเรื่องนี้ เวลาช่วงบ่ายก็ไม่คิด แม้กระทั่งช่วงทำวัตรสวดมนต์และนั่งสมาธิก่อนจะพูดบรรยายก็ไม่พยายามที่จะคิด แต่พยายามปล่อยวางความคิดที่จะเรียบเรียงคำพูดลงไป และอยู่กับปัจจุบันแต่ละขณะ

และเมื่อถึงเวลานั้นเข้าจริง ๆ เราก็ขึ้นไปนั่งให้เรียบร้อยบนอาสนะสงฆ์พลางตั้งนะโมสามจบ แล้วขึ้นต้นว่า “So here I am, sitting in this place and trying to find some words to share with all of you. ,…………”

ผลของการพูดครั้งนี้เป็นอย่างไร ตอบไม่ได้ เพราะคงขึ้นอยู่กับผู้ฟัง รู้แต่ว่าเมื่อพูดจบไปแล้วก็ ‘โล่งใจไปที’

หวังว่าการทำ ‘หน้าที่’ ครั้งต่อไปคงจะไม่อยู่ในระยะเวลาอันใกล้นี้

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง to “โล่งใจไปที”

  1. Worrawit said

    ชอบมากๆครับ ครูบาสื่อความได้ดีมาก จนอ่านแล้วรู้สึกได้เลยครับว่าความอึดอัด ความกดดันแบบนี้มันเป็นทุกข์เอาการอยู่

  2. pitsamai said

    อนุโมทนากับครูบาด้วยคะ เห็นความไม่แน่ เต็มๆเลยนะคะ บททดสอบนี้คงทำให้ครูบาก้าวข้ามไปได้เร็วขึ้น มั้งคะ
    สาธุ สาธุ สาธุ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: