The Countryside of Chithurst

Reflections of Buddhist monastic life in England

“สองคนนี่มายืนทำอะไรกัน”

Posted by phrajew บน กรกฎาคม 7, 2006

ภาพของพระภิกษุสองรูปยืนอยู่ข้างห้างสรรพสินค้าในเมืองเล็ก ๆ ดูจะสร้างความแปลกตาแปลกใจให้กับผู้ที่พบเห็นอยู่ไม่น้อย  หลายคนบนรถที่แล่นผ่านชี้ชวนกันดู  บางคนชะโงกหน้าออกมามอง  บางคนยิ้มและหัวเราะขันกับภาพแปลกตา  ส่วนคนที่เดินผ่านไปมาแม้จะไม่แสดงออกให้เห็นชัดว่าสนใจ  แต่ก็เหลือบตามองอยู่ห่าง ๆ  แทบทุกคนคงจะมีคำถามอยู่ในใจว่า สองคนนี่มายืนทำอะไรกัน   แต่ด้วยความไว้เนื้อไว้ตัวตามวัฒนธรรมอังกฤษทำให้ไม่มีใครกล้าจะเอ่ยปากถามคนแปลกหน้าทั้งสองคนนั้น

ตั้งใจไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงว่าอยากจะเดินออกมาบิณฑบาตในเมือง  แต่วันนี้เป็นวันแรกที่ตัดสินใจออกมา  เพราะตลอดสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ข้อเท้ายังไม่เป็นปกติดีนัก  แต่ถ้าหากจะรอให้ทุกอย่างสมบรูณ์พร้อม  คงจะไม่ได้ทำอะไรเลยเป็นแน่   พระที่จะเดินไปด้วยกันแนะนำว่าขากลับสามารถนั่งรถเมล์ได้โดยใช้ตั๋วล่วงหน้า  จึงคิดว่าน่าจะลองดู เพราะถ้าเดินไม่ไหวจริง ๆ ก็ยังมีรถเมล์เป็นทางเลือกอยู่อีกทางหนึ่ง 

 

โดยปกติแล้วที่วัดจิตวิเวกมีการบิณฑบาตสองลักษณะด้วยกัน  วิธีแรกเป็นการรับนิมนต์จากญาติโยมที่ต้องการให้พระหรือแม่ชีไปรับบิณฑบาตที่บ้าน  ในแต่ละสัปดาห์มีโยมที่เป็นเจ้าประจำอยู่สามสี่รายที่ต้องสลับหมุนเวียนกันไป  โดยมีพระรูปหนึ่งรับหน้าที่จัดเวรว่าใครจะต้องออกไปวันไหน  การบิณฑบาตแบบนี้ออกจะเป็นลักษณะประยุกต์อยู่สักหน่อย  เพราะในกรณีที่บ้านของโยมอยู่ไกลมาก  เราจะออกเดินไปสักระยะหนึ่งราวครึ่งชั่วโมง  แล้วโยมก็จะขับรถมารับ  แต่หากไม่ไกลมาก เราก็จะเดินไปจนถึงบ้านโยมแล้วก็นั่งดื่มชาและสนทนากัน  โดยมากแล้ว โยมจะตั้งคำถามที่เกี่ยวกับชีวิตพระหรือหลักคำสอนต่าง ๆ ที่น่าสนใจ  หรือเป็นการคุยแลกเปลี่ยนในประเด็นต่าง ๆ    เมื่อได้เวลาสมควร  โยมก็จะใส่บาตรและขับรถมาส่งที่วัด

การบิณฑบาตแบบดังกล่าวนี้เป็นของใหม่ที่ดูจะพัฒนาขึ้นในคณะสงฆ์ทางตะวันตก  เพราะแม้ว่าหลวงพ่อชาจะเป็นครูบาอาจารย์ท่านแรกที่มาประเดิมการบิณฑบาตในกรุงลอนดอนเมื่อราว ๆ ปีพ.ศ. 2520  แต่ก็เป็นการเดินบิณฑบาตตามแบบที่เห็นในสายวัดป่า  หลวงพ่อชาบอกว่าเป็นการบิณฑบาตเอา คน ไม่ใช่เอา อาหาร  เพราะเราไม่อาจคาดหวังได้ว่าจะมีคนใส่บาตรให้ทุกเช้าอย่างในเมืองไทย   การบิณฑบาตแบบใหม่ที่ไปตามบ้านของโยมที่นิมนต์เป็นราย ๆ ไปจึงเป็นการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและวิธีคิดของคนตะวันตกที่ไม่ว่างพอที่จะใส่บาตรได้ทุกวัน และนิยมการสนทนาแลกเปลี่ยนกับพระมากกว่าคนไทยทั่วไปที่ ไม่รู้จะคุยอะไรกับพระดี

เท่าที่เคยไปบิณฑบาตแบบนี้อยู่สองสามครั้ง  รู้สึกประทับใจกับการต้อนรับที่อบอุ่นเหมือนไปเยี่ยมบ้านเพื่อน และความสนใจเกี่ยวกับมุมมองทางพุทธศาสนา  จำได้ว่าหัวข้อการสนทนามีหลากหลายตั้งแต่เรื่องชีวิตพระในเมืองไทย  การศึกษาในเมืองอังกฤษ เรื่องเก่า ๆ ของวัด  ปัญหาชีวิตประจำวัน ไปจนกระทั่งเรื่องฟุตบอลโลก (คนที่ชวนคุยเรื่องนี้เป็นหญิงชราวัยเกษียณที่นั่งเชียร์ทีมอังกฤษอยู่หน้าจอโทรทัศน์ในวันก่อนหน้านั้นพอดี) 

ส่วนวิธีที่สองนั้นเรียกกันว่า การบิณฑบาตโดยศรัทธา ทั้งนี้เพราะพระมักจะเดินไปบิณฑบาตในตัวเมืองที่อยู่ใกล้ ๆ สองแห่ง  คือ เมืองมิดเฮิร์ตส์  และเมืองปีเตอร์สฟิลด์  เมืองแรกใช้ระยะเวลาเดินราวชั่วโมงครึ่ง ส่วนอีกเมืองใช้เวลาเดินราวสองชั่วโมงกว่า ๆ   การบิณฑบาตแบบนี้จะขึ้นอยู่กับศรัทธาของพระที่จะออกไปเป็นสำคัญ  พูดอย่างนี้อาจจะฟังดูค่อนข้างแปลกเพราะน่าจะเป็นศรัทธาของญาติโยมที่จะมาใส่อาหารมากกว่าจะเป็นศรัทธาของพระ  แต่เนื่องจากในเมืองอังกฤษนั้น  คนที่รู้จักพระภิกษุมีน้อยมาก  ถ้าจะรอให้มีโยมมาศรัทธาเห็นจะเป็นไปได้ยาก  ฝ่ายพระที่ออกไปจึงต้องมีศรัทธาต่อการปฏิบัติของตนเองอย่างเข้มแข็งว่า ได้ทำอะไรที่สมควรแก่การได้รับการสนับสนุนจากผู้อื่น  และหากไม่มีผู้ใส่อาหารให้จริง ๆ ก็จะยอมอดด้วยความเต็มใจ  ศรัทธาเช่นนี้เป็นพลังที่ทำให้มีความกล้าที่จะทำในสิ่งที่คนหลายคนไม่กล้าทำ  และกล้าที่จะเผชิญกับผลจากการกระทำของตนเอง 

 

การบิณฑบาตแบบนี้มีลักษณะที่ต่างไปจากเมืองไทย  เนื่องจากเมืองที่ไปไม่ใช่เมืองพุทธ  ถ้าเดินไปเรื่อย ๆ แบบที่เคยทำก็คงไม่มีใครใส่บาตร  เพราะคนที่พบเห็นไม่รู้ว่าพระมาทำอะไรกัน  วิธีการที่เหมาะสมที่สุดคือการยืนอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง เป็นระยะเวลานานพอสมควรที่คนจะสังเกตเห็น  แล้วคนที่สนใจก็จะเดินเข้ามาถาม  จากนั้นก็จะเป็นโอกาสให้แนะนำตัวว่าเป็นใครและออกมาทำอะไร  โดยอาจจะต้องอธิบายด้วยว่าเราไม่รับเงินและรับเฉพาะอาหารสำหรับฉันในวันนี้เท่านั้น  ทั้งนี้เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจไปว่าเรามายืนเรี่ยไรเงินเพื่อการกุศลอะไรสักอย่าง

เช้าวันนี้เราเดินมาถึงเมืองมิดเฮิร์สต์ประมาณสิบโมงครึ่ง  เร็วกว่าที่คาดไว้เพราะไม่เจ็บข้อเท้ามากนัก  ความรู้สึกแรกก็คล้าย ๆ กับทุกครั้งที่เข้าเมือง คือ เหมือนเดินเข้าไปในหนังอะไรสักเรื่อง  ทั้งนี้เพราะเรามักจะได้เห็นภาพบ้านเมืองอังกฤษจากในหนังมากกว่าอย่างอื่น  เป็นความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ผู้คนหรือรถราที่แล่นผ่านไปมา

ระหว่างที่ยืนรอ  เราก็มีโอกาสสังเกตชีวิตความเป็นไปของผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของ  ได้พบว่ามีคนแก่ ๆ ที่เดินตามลำพังจำนวนไม่น้อยเลย  บางคนก็ใช้รถเลื่อนและไม้เท้าเป็นเครื่องช่วย  แม้ว่าจะค่อนข้างเดินกระย่องกระแย่งอยู่บ้าง  แต่ก็ดูเหมือนว่าคุณตาคุณยายเหล่านั้นยังช่วยเหลือตัวเองได้ดี  (หรืออาจจะเป็นเพราะไม่มีทางเลือกอื่นก็ได้)  ความรู้สึกในใจในยามที่ได้เห็นภาพเหล่านี้คงไม่ต่างจากคนไทยทั่ว ๆ ไปที่อาจะตั้งคำถามว่าลูกหลานหายไปไหนกันหมด  ทำไมปล่อยให้คุณตาคุณยายมาเดินข้างถนนเองอย่างนี้  คำถามอย่างนี้มาจากคนที่เกิดในวัฒนธรรมที่ลูกหลานมีพันธะในการดูแลพ่อแม่ยามชรา  ต่างจากวัฒนธรรมตะวันตกที่เน้นความเป็นอยู่อย่างอิสระและพึ่งตนเองของปัจเจกบุคคล  นึกอยู่ในใจว่าถ้าญาติโยมที่หมู่บ้านมาเห็นเข้าคงยากที่จะทำความเข้าใจได้ 

เรายืนกันอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง  ก่อนจะมีคนถือห่อขนมปังและถั่วกระป๋องหนึ่งมาใส่บาตร  ถามพระที่ไปด้วยกันว่าเราควรจะขอบคุณด้วยไหม  ได้รับคำตอบว่าคนอังกฤษไม่ได้เห็นว่านี่เป็นการทำบุญ และไม่ได้รู้สึกว่าการที่พระขอบคุณจะทำให้บุญลดน้อยลงไปอย่างที่เชื่อกันในเมืองไทย  จึงเป็นอันว่าตกลงใจที่จะกล่าวขอบคุณและแสดงความชื่นชมต่อผู้ที่มาใส่บาตรด้วยความยินดี 

ถัดมาไม่นานมีคนแก่ ๆ คนหนึ่งเอาขนมเวเฟอร์เคลือบช็อคโกแลตมาให้คนละห่อ  แล้วเราก็ยืนรอกันต่อไปและคุยกันบ้างเล็กน้อย  เพราะคิดว่าคนอังกฤษคงไม่ถือสาที่พระจะยืนคุยกันบ้างเวลาบิณฑบาต  แต่เราก็พยายามที่จะไม่คุยกันอย่างออกรสชาติเพราะดูจะขัดกับธรรมเนียมมากไปหน่อย  ระหว่างนั้นมีฝนโปรยลงมาจึงจำเป็นต้องงัดเอาร่มออกมากาง  แต่พระที่มาด้วยกันก็แนะนำว่า ต้องทำไม่ให้ดูเหมือนกำลังยืนหลบฝนอยู่  โชคดีที่ฝนตกแค่พรำ ๆ และสักครู่ใหญ่ก็หยุดไป

ด้วยความที่อาจจะต้องยืนรออีกนาน  พระสองรูปจึงชักชวนกันยืนทำสมาธิภาวนา  เพราะถ้าขืนสอดส่ายสายตามากไปก็อาจจะพบเห็นสิ่งที่ทำให้ใจคอไม่สู้ดีนัก  (แน่นอนว่าคงไม่ได้หมายถึงคนแก่ ๆ ที่เดินกระย่องกระแย่งผ่านไปเป็นแน่)  ขณะที่ถกกันว่าระหว่างอสุภกรรมฐานกับการพิจารณากระดูกนั้น  ใครจะถนัดวิธีไหนมากกว่ากัน  โยมผู้หญิงคนหนึ่งก็พรวดเข้ามายืนตรงหน้าพระที่อยู่ข้าง ๆ  แล้วเอ่ยปากถามว่า คุณมายืนทำอะไรกันที่นี่  เราปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพระท่านนั้นจะอธิบาย    และเมื่อเธอเข้าใจว่ามีอะไรที่สามารถใส่บาตรให้เราได้บ้างแล้ว เธอก็เดินเข้าห้างสรรพสินค้านั้นไป

เมื่อโยมผู้หญิงดังกล่าวกลับออกมาอีกที  เราแทบจะไม่เชื่อสายตาเพราะเธอหิ้วของมาสองถุงเบ้อเริ่ม  แม้ไม่ได้เปิดดูเราก็รู้ได้ทันทีว่าอาหารที่ซื้อมานั้นเกินจะพอสำหรับพระสองรูปแน่ ๆ  เธอถามว่าเรามาจากไหน  พอรู้แล้วก็บอกว่าเคยมาที่วัดครั้งหนึ่งและชอบที่วัดมาก   เมื่อรู้ว่าจะมีเทศน์ที่วัดทุกเย็นวันเสาร์  เธอก็แสดงความสนใจที่จะมาฟังด้วย  ท่าทางดีอกดีใจที่ได้ใส่บาตรในเช้าวันนี้ 

ต่อจากนั้นมีโยมอีกคนหนึ่งถือส้มมาใส่ให้คนละลูก รวมระยะเวลาที่ยืนรอทั้งหมดราวชั่วโมงกว่าและได้อาหารมาสองถุงใหญ่  เราตกลงกันได้ว่าอาหารมากพอแล้วจึงพากันเดินหาสถานที่ฉัน  และไม่ไกลจากจุดเรายืนบิณฑบาตนัก  เราพบว่ามีโบสถ์เก่า ๆ ตั้งอยู่และมีม้านั่งเล็ก ๆ ในศาลาข้างทางให้พออาศัยร่มได้ในยามฝนตก  แต่เนื่องจากฝนตกไม่มากนัก  เราจึงเดินต่อไปยังสวนสาธารณะที่อยู่ถัดออกไปอีก 

วันนี้เรานั่งฉันกันบนสนามหญ้า โดยแบ่งอาหารที่ได้มาใส่ในบาตรเหมือนที่เคยทำทุก ๆ วัน เราสวดบทอนุโมทนาด้วยความรู้สึกซาบซึ้งและประทับใจในการให้ของคนที่ไม่ได้เป็นชาวพุทธทั้งสี่คน   แม้ว่าจะไม่มีความเชื่อในเรื่องบุญ  แต่ความสุขความพอใจจากการให้ก็เป็น บุญ ตามความหมายที่แท้จริงอยู่ในตัวแล้ว  และน้ำใจที่จะช่วยเหลือเจือจานก็ดูจะเป็นเรื่องสากลสำหรับคนทุกวัฒนธรรม

เมื่อฉันเสร็จแล้ว  เราพบว่ายังมีผักผลไม้และขนมปังเหลืออีกถุงใหญ่  จึงพากันขนกลับวัดด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ  การบิณฑบาตโดยศรัทธานี้ดูจะหนุนความรู้สึกเชื่อมั่นที่มีต่อการปฏิบัติธรรมให้เพิ่มพูนขึ้นสมดังชื่อจริง ๆ  เพราะพระป่านั้นเชื่อกันว่า  ตราบใดที่เราปฏิบัติถูกต้องตามพระธรรมวินัย  เราจะไม่ปราศจากผู้ที่สนับสนุนเกื้อกูลเลย  ศรัทธาและความเชื่อเช่นนี้อาจจะดูเลื่อนลอยและดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในบางโอกาส  แต่พระป่าแทบทุกรูปก็คงได้ประจักษ์ด้วยตนเองว่าความเชื่อนี้เป็นไปได้จริงอย่างไม่ต้องสงสัย 

จะว่าไปแล้วการบิณฑบาตแบบนี้ก็ดูจะไม่ใช่ของใหม่เสียทีเดียวสำหรับคนในท้องถิ่นมิดเฮิร์สต์    เพราะนับแต่ที่ตั้งวัดมาก็มักจะมีพระออกมาบิณฑบาตกันอยู่เนือง ๆ   แต่ด้วยความที่เราอาจจะวิตกไปล่วงหน้าว่าคนที่ไม่ใช่ชาวพุทธนั้นคงไม่รู้ธรรมเนียมเรื่องการใส่บาตร  และเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจที่จะรับความผิดหวังไว้ล่วงหน้า  ทำให้เราประเมินไปว่าอาจจะไม่มีคนใส่บาตรเลย  แต่เท่าที่ถามพระด้วยกันดูแล้ว  ไม่เคยมีสักครั้งที่ไม่ได้อาหารเลย  เพียงแต่อาจจะมีได้มากได้น้อยต่างกันไปเท่านั้น  และแม้กระทั่งยามที่พระเดินธุดงค์ในแถบชนบทของอังกฤษและต้องออกไปบิณฑบาตในเมืองที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน  เราก็มักจะต้องประหลาดใจในความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนอังกฤษกันอยู่เสมอ 

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า  คนอังกฤษส่วนใหญ่ค่อนข้างไว้เนื้อไว้ตัว  ไม่ค่อยยอมเอ่ยปากพูดกับคนแปลกหน้าง่าย ๆ  จนทำให้มีคนเข้าใจไปว่าคนอังกฤษช่างแล้งน้ำใจกันเสียเหลือเกิน   แต่เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้เห็นว่า  คุณธรรมของมนุษย์นั้นมีพลังมากพอ ที่จะทำให้คนอังกฤษบางคนก้าวข้ามวัฒนธรรมของตนเองด้วยการออกปากถามว่า  คุณทั้งสองมายืนทำอะไรกัน และคำถามเช่นนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการให้ที่เป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ของการสร้างคุณงามความดีต่อ ๆ ไป

5 Responses to ““สองคนนี่มายืนทำอะไรกัน””

  1. worrawit said

    กราบนมัสการพระอาจารย์

    พอได้อ่านบทความนี้ของท่านอาจารย์ เลยได้นึกถึงข้อคิดเมื่อก่อนที่เคยได้รับรู้มาเกี่ยวกับเรื่องของการคาดหวัง

    คือถ้าเราทำสิ่งต่างๆ ด้วยความตั้งมั่นในปัจจุบันขณะ โดยไม่ได้คาดหวังที่จะต้องได้รับผลตามที่ต้องการ การกระทำนั้นๆ ก็เหมือนกับเป็นการกระทำที่สมบูรณ์ในตัวของมันเองไปแล้ว ไม่ต้องทุกข์กับผลที่จะเกิดหรือได้รับในอนาคต

  2. phrajew said

    I agree with that, Wit.
    The problem is that it is not easy to deal with expectations.
    We tend to get used to them for long.

    I find it is very interesting how our mind work.

    No need to call me Phra Ajahn, all right?

  3. worrawit said

    กราบนมัสการครูบาครับ

    ไม่ทราบว่าครูบาได้รับทราบข่าวเกี่ยวกับอุทกภัย น้ำป่าและโคลนถล่มไหลมาพังและท่วมบ้านเรือนของคนเมืองลับแล อุตรดิตถ์ สุโขทัย เมื่อประมาณปลายเดือนพ.ค.บ้างหรือเปล่าครับ มีคนเสียชีวิตไปเกือบร้อยคน สูญเสียอีกจำนวนหนึ่ง

    ผมจำได้ว่าในช่วงนั้นได้มีการนำเสนอข่าวที่เข้าไปในพื้นที่ผู้ประสบภัย โดยช่วงแรกเขาได้เข้าไปสัมภาษณ์ผู้หญิงคนนึงซึ่งสูญเสียบ้านและกำลังตามหาญาตพี่น้องที่สูญหายไป ผู้หญิงคนนั้นก็ร้องไห้ปานว่าจะแลกอะไรก็ได้ขอให้ได้ญาตพี่น้องที่สูญหายไป

    ถัดจากนั้นนักข่าวก็ไปสัมภาษณ์หญิงสูงอายุอีกคนนึงที่อาศัยอยู่ในตึกแถว บ้านไม่ได้ถูกน้ำโคลนซัดพัง แต่ข้าวของภายในบ้านสูญหายไปกับน้ำจำนวนมาก หญิงคนนี้ก็ร้องไห้ปานว่าจะขาดใจ รำพึงว่าหมดเน้อหมดตัว ทรัพย์สินที่มีอยู่ไม่เหลืออีกแล้ว ต่อจากนี้จะเอาอะไรมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องครอบครัว

    พอผมได้ดูจนถึงตอนนี้ก็ได้มองในอีกมุมนึงว่า ถ้าสมมติว่าหญิงสูงอายุคนหลังนี้สูญเสียญาตพี่น้องไปแบบหญิงคนแรก และได้มีโอกาสเจอญาตพี่น้องครบทุกคน ความรู้สึกดีใจคงจะมีมากเป็นล้นพ้นถึงแม้ว่าจะไม่มีทรัพย์สินหลงเหลืออยู่ก็ตาม

    มันพิจารณาแล้วก็เห็นได้ว่าคนเรามันทุกข์อย่างนี้เพราะสมมติที่ตนเองตั้งขึ้นมาจริงๆ ถ้าเข้าใจและใช้สมมติบนโลกนี้อย่างถูกต้อง เราก็คงจะเห็นทุกข์ที่เกิดขึ้นมาอย่างที่มันเป็น เหมือนดังคำพูดของครูบาอาจารย์ที่มักจะกล่าวว่า “ทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ได้มีไว้ให้เป็น” จริงๆ

  4. ครูอู๊ด said

    กราบนมัสการพระอาจารย์จิ๊ว

    ช่วงนี้เป็นช่วงเข้าพรรษาที่เชียงรายฝนเริ่มตก ต้นไม้ที่ท่านปลูกไว้เริ่มเติบโตขยายกิ่งก้านสาขา แต่คนเข้าวัดน้อยลง เป็นเพราะโยมส่วนเคารพนับถือท่านมากว่าพระธรรมละมัง
    ไม่ทราบว่าท่านสบายดีหรือเปล่า ปวดตามข้อบางหรือเปล่าครับ

  5. PhraHao from Phooluong said

    นมัสการ หลวงพี่จิ๋ว

    ผมทราบจากแตงว่า หลวงพี่ไปจำพรรษาอยู่ที่อังกฤษ
    จึงลองเข้ามาดูตามเวปไซท์ที่แตงบอกมา ผมรู้สึกยินดี
    และชื่นชมในการบิณฑบาตผู้คนในวิถีแบบนั้น มันคง
    จะต้องอาศัยคุณธรรมหลายๆอย่างที่สั่งสมมาพอสมควร

    วิวทิวทัศน์ที่ดูแปลกตาคงมีผลต่อความรู้สึกแปลกที่แปลกทาง
    แน่ๆสำหรับผม และถ้าผมเป็นผู้ที่ไปยืนภิกขาจารอยู่เช่นนั้น
    ก็คงอดไม่ได้ที่จะดูนั่นดูนี่ไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ราวกับ
    พระป่าเข้าเมืองฝาหรั่งก็ไม่ปาน แต่อย่างไรก็ดี นั่นมันคงเป็นไป
    ในระยะแรกๆของความใหม่เอี่ยม ความแปลกถิ่นกระมัง หากพอเริ่มคุ้นชิน
    แล้วไซร้ อะไรๆมันคงไหลเลื่อนไปตามครรลองของวัฒนธรรมที่
    เราจะต้องปรับตัวตามที่มันเป็นอยู่เอง

    ก่อนเข้าพรรษาได้เจอต๊อบ จึงถามไถ่ถึงหลวงพี่ จนมาได้ไปอบรม
    นักสืบชายหาดของมูลนิธิโลกสีเขียวนี่แหละถึงได้ทราบข่าวจากแตง
    ทิดจุ้ยที่ลาสิกขาไปแล้วมาฝากร่มกลดเอาไว้ จะให้ผมส่งคืนที่มูลนิธิประชา
    บดีโคตมี หรือที่ไหนอย่างไรช่วยบอกด้วยครับ

    พรรษานี้ผมจำอยู่ที่ภูหลงเช่นเดิม อืมเรื่องAlwaysนั้น ผมได้ไปเห็นแล้ว
    หลวงพี่จิ๋วจำแม่นกว่าผม เธอคนนั้นคือฮอลลี่ ฮันเตอร์ ซึ่ง..เรื่องมันก็นาน
    มากแล้ว ผมยังอุตส่าห์จำได้ เพราะเหตุว่าต้องไปดับไฟป่าทุกปีนี่ครับ มีเหตุ
    ให้มันระลึกขึ้นมาได้เอง

    นมัสการลา
    พระเฮ้า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: