The Countryside of Chithurst

Reflections of Buddhist monastic life in England

ลิ้มรสของความเงียบ

Posted by phrajew บน สิงหาคม 2, 2006

 

ตั้งแต่เข้าพรรษา ที่วัดจิตวิเวกก็เข้าสู่ฤดูกาลของความเงียบ ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าโดยปกติที่วัดจะเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกแต่ประการใด เพราะบรรยากาศของวัดป่านั้นมีความสงบเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่เมื่อถึงฤดูกาลของความเงียบ คนที่นี่ก็ตั้งใจเงียบกันเข้าไปใหญ่

หลวงพ่อสุเมโธเคยพูดว่าฝรั่งส่วนใหญ่เป็นคนจริงจัง เวลาตั้งกฎอะไรไว้แล้ว ไม่ค่อยมีการละเมิด แต่คนไทยมีนิสัยรักสนุกกันเป็นส่วนมากและชอบพูดคุยเป็นพื้นฐาน ทำให้รักษาความเงียบเวลาปฏิบัติธรรมร่วมกันไม่ได้ เพราะถึงแม้จะไม่พูดคุยกันต่อหน้าครูบาอาจารย์ แต่ลับหลังก็แอบตั้งวงสนทนากันอยู่ดี

ลักษณะที่หลวงพ่อว่าไว้นั้นเห็นได้จริงจากช่วงสองสัปดาห์แรกของการ ‘เข้าเงียบ’ เพราะแทบจะไม่มีการพูดคุยกันเลย แม้ว่าจะต้องทำอะไรร่วมกันหลายอย่าง แต่เมื่อไม่มีใครพยายามที่จะพูด ทุกอย่างก็อยู่ในความสงบเงียบ แม้กระทั่งโยมที่มาวัดในช่วงนี้ก็พลอยต้องยอมรับกติกานี้ไปด้วย พระที่นี่ไม่ค่อยสนใจว่าโยมจะน้อยใจหรือขุ่นเคืองที่ไม่มีการต้อนรับอย่างดี แค่ติดป้ายประกาศให้รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็เป็นอันว่าใช้ได้ ทัศนคติและท่าทีอย่างนี้เห็นทีจะเกิดได้ยากในสังคมไทย

หลายคนอาจจะนึกสงสัยว่า บรรยากาศอย่างนี้จะไม่ดูเคร่งเครียดหรอกหรือ ตอบได้ว่าแม้ทุกอย่างจะดูจริงจังกว่าปกติ แต่ก็ไม่รู้สึกกดดันแต่ประการใด เพราะถึงจะไม่ได้พูดกันในระหว่างนี้ เราก็ยังหาวิธีทักทายสื่อสารกันได้อยู่ดี รอยยิ้มและการค้อมหัวบอกให้รู้ว่าต่างฝ่ายต่างสบายดี และยังเป็นสุขอยู่ได้กับการปฏิบัติธรรม คนที่สนิทกันมากหน่อยก็อาจใช้วิธีสัมผัส แตะบ่าหรือแตะแขนแล้วแต่โอกาสจะอำนวย มนุษย์เราไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน คงไม่อาจทอดทิ้งสายสัมพันธ์ระหว่างกันไปได้

ระยะสองสัปดาห์ของการเข้าเงียบนี้ปฏิบัติธรรมร่วมกันทั้งวัด ไม่ว่าใครจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ต้องมารวมกันในตอนตีสี่ครึ่งเพื่อทำวัตรสวดมนต์และนั่งสมาธิ พอถึงหกโมงเช้าทำความสะอาดสถานที่และรับอาหารเช้าเล็กน้อย แปดโมงเช้าถึงสิบเอ็ดโมงกลับมานั่งสมาธิและเดินจงกรมสลับกันไปอย่างละชั่วโมง จากนั้นเตรียมรับอาหารมื้อหลักในตอนสิบเอ็ดโมงครึ่ง

ภาคบ่ายเริ่มต้นในตอนบ่ายสองโมง เฉพาะคนที่พักอยู่ในบ้านหลังใหญ่ นั่งสมาธิและเดินจงกรมสลับกันไปจนถึงห้าโมงเย็น จากนั้นพักดื่มน้ำปานะและทำกิจวัตรส่วนตัว ตอนเย็นกลับมารวมกันตอนทุ่มครึ่ง ทำวัตรสวดมนต์และนั่งสมาธิไปจนถึงสามทุ่ม จากนั้นใครจะปฏิบัติต่อหรือแยกย้ายไปพักก็ทำได้ตามอัธยาศัย (แน่นอนว่าเมื่อถึงเวลานี้ คนส่วนใหญ่ก็ต้องเลือกการแยกย้ายอย่างไม่ต้องสงสัย)

ส่วนคนที่พักอยู่ในป่าได้รับอนุญาตให้กลับที่พักได้ ไม่ต้องเข้าร่วมการปฏิบัติภาคบ่าย แต่ให้ปฏิบัติเองในบริเวณที่พัก ยกเว้นในวันที่มีการเทศน์อบรมในช่วงเย็นหรือมีการสนทนาซักถามเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมก็ต้องเข้ามาฟัง

เหตุที่คนอยู่ป่าได้รับสิทธิพิเศษเช่นนี้ เพราะกุฏิที่อยู่ใกล้ที่สุดใช้เวลาเดินมาถึงบ้านหลังใหญ่ประมาณยี่สิบนาที ที่ไกลกว่านั้นก็ยังมีอีกหลายหลัง และกุฏิแต่ละหลังอยู่ห่างกันจนตะโกนเรียกหากันไม่ได้ยิน พระป่าที่เคยอยู่อีสานอย่างเราไม่รู้สึกว่าแปลก เพราะระยะห่างขนาดนี้ถือว่า ‘ปกติ’ และที่สำนักสาขาในเมืองไทย เราทำวัตรกันตอนตีสาม ซึ่งหมายความว่าต้องตื่นกันก่อนหน้านั้นอีก

ในระยะนี้ได้พบว่าข้อดีของการที่ไม่ต้องพูดอย่างหนึ่งคือ การได้หยุดคิดในหลาย ๆ เรื่อง เพราะเมื่อไหร่ที่คิดจะพูด ก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ใช่เวลา ถึงคิดต่อไปก็ยังพูดไม่ได้อยู่ดี เลยเป็นอันว่าต้องหยุดคิดเรื่องนั้นไปโดยปริยาย

เมื่อรู้จักหยุดคิดมาก ๆ เข้า จิตใจก็พลอยสงบตามบรรยากาศภายนอกไปด้วย แม้จะนั่งอยู่กับคนจำนวนมากก็เหมือนนั่งอยู่คนเดียว ไม่เหงาและไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

รสชาติของความสงบนั้นเหมือนกับน้ำเปล่าที่ดูเหมือนจะปราศจากรสใด ๆ แต่เวลาที่ได้ดื่มในยามกระหาย เราก็ยังสัมผัสได้ถึงรสแห่งความเยือกเย็น บางทีคนเราอาจให้คุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ที่ยังความตื่นเต้นให้กับจิตใจว่าเป็นความสุขของชีวิต แต่เรามักจะลืมไปว่าสิ่งที่ดูธรรมดาอย่างน้ำเปล่านี้เอง ที่ยังชีวิตของเราให้อยู่รอด และชีวิตของเราอาจไม่จำเป็นต้องมีความตื่นเต้นตลอดเวลาก็ได้

เพียงคิดได้อย่างนี้ การดื่มน้ำเปล่าสักแก้วก็ยังความผาสุกให้กับจิตใจได้แล้ว

หมายเหตุ

ไม่ได้เข้ามาเขียนเสียนาน แต่ขออภัยด้วยที่จะไม่รู้สึกผิด เพราะว่าได้ ‘ติดป้ายประกาศเอาไว้แล้ว’!!!

3 Responses to “ลิ้มรสของความเงียบ”

  1. soilmatter said

    นมัสการพระคุณเจ้า ตรงหมายเหตุพวกเรารับทราบกันดีครับ
    ผมสามารถรับประกันได้ (ดูจากTop Post ที่ประกาศของท่านมักมีคนเข้าไปดูตลอด)

  2. phrajew said

    Khun soilmatter,

    Thank you for coming to visit. Actually, I don’t know anything much about making a blog. I can just write, copy and paste.

    May be you can teach me some!

  3. soilmatter said

    นมัสการพระคุณเจ้า
    ที่จริงตัวผมเองก็ไม่เก่งมากหรอกครับ ดูที่archives สิครับ
    เพิ่งเริ่มเขียนพร้อมๆกับท่านนี้แหละ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: