The Countryside of Chithurst

Reflections of Buddhist monastic life in England

บินเดี่ยว

Posted by phrajew บน สิงหาคม 17, 2006

 

พระฝรั่งรูปหนึ่งทำสีหน้าประหลาดใจ เมื่อได้ฟังว่าแต่ก่อนพระที่จะมีโอกาส เข้าเงียบตามลำพังนั้น ต้องมีพรรษาสี่หรือห้าขึ้นไป  หากได้รู้ว่าในวัดป่าที่เมืองไทยนั้น พระนวกะแทบจะไม่มีโอกาสอยู่ลำพังเลย จนกว่าจะออกธุดงค์ได้  อาจจะยิ่งประหลาดใจถึงขั้นพิศวงเลยก็ได้

 

คนที่เติบโตในสังคมตะวันตกส่วนใหญ่ได้รับการหล่อหลอมให้เชื่อมั่นในความคิดและความสามารถของตนเอง  ความทุกข์ประการหนึ่งของคนตะวันตกที่มาบวชคือ การที่ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นซึ่งทำให้รู้สึกไม่เป็นอิสระ  ขนบธรรมเนียมแบบวัดป่าในเมืองไทยที่เน้นการเคารพเชื่อฟังครูบาอาจารย์จึงเป็นเรื่องที่ทำตามได้ยาก  แม้ว่าพระวินัยจะเป็นเงื่อนไขหลักที่ทำให้ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม แต่ลึกลงไปข้างในแล้วยังคงมีทิฏฐิมานะที่ต้องใช้เวลาอันยาวนานในการอบรมขัดเกลา

 

ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้คิดว่าคนไทยจะดีไปกว่า  แต่ด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างเป็นเหตุให้คนเราคิดและทำอะไรไม่เหมือนกัน  และคนไทยที่เข้ามาบวชเองก็ย่อมมีทิฏฐิมานะเช่นกัน  เพียงแต่อาจจะแตกต่างกันในด้านรายละเอียดบางอย่างเท่านั้น

 

ด้วยอุปนิสัยดังกล่าว ทำให้พระฝรั่งจำนวนมากต้องการที่จะมีช่วงเวลาปฏิบัติแบบไม่ต้องพูดจาพบปะกับใครเลย  เพราะเข้าใจไปว่าการอยู่กับตัวเองจะทำให้รู้สึกสงบและเกิดความก้าวหน้าในการปฏิบัติมากขึ้น  ความเข้าใจเช่นนี้แม้จะมีส่วนถูกต้องแต่ก็ไม่ใช่กับทุกคนและทุกสถานการณ์

 

เวลาที่ต้องอยู่ตามลำพังนั้น เป็นเวลาที่เราจะได้ผจญกับความรู้สึกนึกคิดในจิตใจของตัวเอง  ยิ่งอยู่โดดเดี่ยวมากเท่าใด ความคิดต่าง ๆโดยเฉพาะในแง่ลบก็ดูจะผุดขึ้นมามากเท่านั้น  คนที่ไม่มีทักษะในการจัดการกับความคิดในแง่ลบเหล่านี้หรือยังไม่ชำนาญพอ มักจะพบว่าความคิดเช่นนี้วนเวียนเข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่า  เพื่อนพระฝรั่งรูปหนึ่งเปรียบเทียบไว้อย่าเข้าทีว่าเหมือนเพลงยอดนิยมในรายการวิทยุที่เปิดแล้วเปิดอีกจนกระทั่งเหมือนไม่มีทางออก ยิ่งพยายามปฏิบัติเท่าไหร่ก็กลับยิ่งรู้สึกสับสน  บางคราวก็เกิดข้อสงสัยในเรื่องต่าง ๆ นานาจนนอนไม่หลับ 

ที่เป็นเช่นนี้เพราะใจของคนเราเป็นนักคิดนักรู้สึก  ต่อให้ไม่มีอะไรจะคิดหรือรู้สึก ก็ต้องพยายามหาเรื่องมาให้ใจต้องทำงานจนได้  ถ้าไม่รู้เท่าทันในเรื่องนี้ การอยู่ตามลำพังก็เป็นเรื่องยาก  และถึงแม้จะรู้เท่าทัน การเฝ้ามองอาการอันกลอกกลิ้งภายในใจก็เป็นงานหนักที่ต้องใช้ทั้งศิลปะและความอดทนอยู่ไม่น้อย 

สำหรับคนที่ปฏิบัติใหม่ ๆ เรื่องใดที่ทำได้ยาก ย่อมมีความน่าท้าทายอยู่เสมอ  แทบทุกคนจึงใฝ่ฝันว่าจะมีโอกาส เข้าเงียบสักครั้ง  โดยเฉพาะเมื่ออยู่ร่วมกับคนอื่นซึ่งต้องมีเรื่องให้รำคาญใจบ้างเป็นธรรมดา  การอยู่ตามลำพังจึงเป็นเรื่องที่ยิ่งน่าทดลอง

 

ตามธรรมเนียมวัดป่าสายหลวงพ่อชา  คนที่จะตัดสินใจว่าใครมีความพร้อมคือครูบาอาจารย์ที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติมากกว่า  แต่สำหรับที่นี่ นอกจากผ้าขาวซึ่งถือว่ายังใหม่มากแล้ว  ทุกคนมีสิทธิที่จะอยู่ลำพังโดยสลับช่วงกันไปตามแต่จำนวนกุฏิจะเอื้ออำนวย

 

เท่าที่เห็น แม้จะรับรู้ได้โดยประสบการณ์ว่าหลายคนประสบปัญหาในการอยู่กับตัวเองมาก แต่ทุกคนก็ดูจะพอใจกับโอกาสที่ได้รับ และยังไม่พบว่ามีใครออกปากขอคำแนะนำเรื่องการปฏิบัติในเวลาที่อยู่ตามลำพังเลย  แต่ก็น่าคิดว่าสิทธิและเสรีภาพในการตัดสินใจแบบนี้ จะส่งผลในระยะยาวอย่างไร และวิธีการใดที่จะเกื้อกูลต่อการปฏิบัติมากกว่ากัน  เพราะไม่ว่าจะเลือกเส้นทางใด ต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดในตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น

 

เชื่อว่าวันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ที่แท้จริง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: