The Countryside of Chithurst

Reflections of Buddhist monastic life in England

เป็นมิตรกับความกลัว

Posted by phrajew บน สิงหาคม 22, 2006

ใครว่าพระฝรั่งไม่สนใจเรื่องผี  เพราะคนทั่วไปนั้นไม่ว่าจะมีพื้นฐานความคิดเชิงวิทยาศาสตร์อย่างไรก็ตาม พอได้ฟังเรื่องที่ดูลี้ลับเข้าคงอดสนใจใคร่รู้ไม่ได้ 

เย็นวันหนึ่งในวงสนทนาที่พบปะกันโดยไม่ได้นัดหมาย มีคนพูดถึงเส้นทางเดินในป่าซึ่งเคยเป็นทางเก่าสมัยโบราณ  และตรงบริเวณลานใกล้สะพานใหม่ (the new bridge) ซึ่งมีตัวเลขจารึกไว้ว่าสร้างในปีค.ศ. 1782 เคยเป็นพื้นที่แห่งการรบราฆ่าฟันมาตั้งแต่สมัยโรมัน

 

พระหลายรูปที่ต้องเดินผ่านบริเวณนั้นในยามค่ำคืนต่างรายงานถึงบรรยากาศแปลก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนพระจันทร์เต็มดวง  พระรูปหนึ่งเล่าถึงความพยายามที่จะถ่ายรูปในบริเวณนั้นแต่ก็มีอันต้องล้มเลิกไปด้วยอุปสรรคอันน่าสนเท่ห์หลายประการ อาทิ ขาตั้งกล้องทรุดลงขณะที่กำลังจะกดชัตเตอร์ หรือความรู้สึกเย็นเยียบที่เหมือนมีอะไรมายึดตัวไว้

 

รายละเอียดของเรื่องที่เล่าทำให้คนที่นั่งฟังเงียบกริบ  สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังผู้เล่าอย่างจดจ่อ  บรรยากาศเช่นนี้ช่างไม่ต่างกับการจับกลุ่มพูดคุยเรื่องลึกลับในเวลากลางดึก สมัยที่ไปออกค่ายอาสาเมื่อครั้งที่ยังเรียนมหาวิทยาลัย  เรื่องทำนองนี้ดูจะสร้างความตื่นเต้นเร้าใจในกลุ่มผู้ฟังได้ทุกครั้ง

 

 

จากเรื่องหนึ่งก็ค่อย ๆ คืบขยายไปยังอีกหลายเรื่อง  มีคนพูดถึงตำนานของบ้านหลังใหญ่ซึ่งมีอายุหลายร้อยปี  มีห้องหมายเลข 9 ซึ่งว่ากันว่ามีเหตุการณ์ประหลาด ๆ เกิดขึ้นหลายครั้ง หรือกุฏิบนยอดเขาซึ่งมีเสียงหัวเราะคิกคักของเด็ก ๆ ให้ได้ยินในยามค่ำคืน

 

พระอเมริกันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมาพยักเพยิด ชวนให้ไปนั่งสมาธิกันบริเวณนั้นในคืนวันเพ็ญที่กำลังจะมาถึง  ฟังดูก็น่าจะเข้าที เพราะอยากจะรู้เหมือนกันว่าคนที่ไม่กลัวนั้น จะมีท่าทีอย่างไรในการเผชิญกับสิ่งเหล่านี้

 

สมัยที่บวชใหม่นั้น เวลาที่กลับกุฏิทุกคืนจะต้องเดินผ่านเส้นทางที่จะไปยังถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งว่ากันว่ามีอะไรน่าพิศวงหลายอย่าง มีคนรายงานว่าเห็นคนนุ่งชุดขาวเดินไปเดินมาแถว ๆ นั้น แถมยังมีกระดูกช้างชิ้นเบ้อเริ่มวางไว้แถว ๆ นั้นเสียด้วย  แม้จะไม่ได้รู้เห็นด้วยสายตาตนเอง แต่จินตนาการในยามค่ำคืนสามารถเตลิดไปได้ไกลแสนไกล

 

ระหว่างที่เดินผ่านบริเวณนั้นในคืนวันหนึ่ง เกิดความรู้สึกเย็นเยือกขึ้นมาจับจิต  เลยตัดสินใจว่าจะต้องเดินเข้าไปพิสูจน์เสียที เพราะพระพุทธเจ้าสอนว่า ถ้ากลัวที่ไหน ให้ไปที่นั่น  และถ้าไม่สามารถขจัดความกลัวได้ในวันนี้ก็จะต้องอยู่กับความประหวั่นพรั่นพรึงไม่รู้จบ ไม่มีวันที่จะเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง

 

ประสบการณ์ในคืนวันนั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่มักจะเล่าให้ใครต่อใครฟังอยู่บ่อย ๆ เพราะได้เห็นการต่อสู้กันภายในใจของตนเองอย่างชัดเจนมากที่สุดครั้งหนึ่ง  ใจหนึ่งไม่อยากจะไป แต่อีกใจหนึ่งก็บอกว่าต้องไปพิสูจน์ให้รู้เสียที  ทั้งสองฝ่ายต่างหาเหตุผลมาหักล้างกันอย่างดุเดือด  แต่ความบ้าบิ่นของจิตใจฝ่ายหลังดูจะมีกำลังมากกว่าเล็กน้อย เพราะสามารถฉุดลากขาให้เดินต่อไปทีละก้าว ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

ครั้นถึงบริเวณถ้ำที่ใคร ๆ หวั่นเกรงกันนักหนา  ความกลัวที่ท่วมท้นอยู่ในใจก็กลับปลาสนาการไปสิ้น  สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความรู้กล้าหาญชนิดที่ไม่เคยพบปะมาก่อน  สามารถบอกตัวเองให้เที่ยวฉายไฟดูทุกซอกทุกมุมได้อย่างที่ไม่คิดจะทำในยามปกติ  ทำให้รู้ได้ว่าระหว่างความกลัวกับความกล้านั้นมีเพียงเส้นบาง ๆ ที่คั่นอยู่เท่านั้น

 

จากวันนั้นถึงวันนี้ แม้ไม่อาจยืนยันได้ว่าความกลัวหายไปอย่างสิ้นเชิง  แต่ก็สามารถใช้ชีวิตในป่าได้เป็นปกติ เดินไปเดินมาในความมืดได้ตามลำพังโดยไม่รู้สึกว่าจะเป็นปัญหาอะไร  ความรู้สึกที่เป็นอิสระนี้ทำให้ชีวิตโล่งเบากว่าที่เคยเป็นมา

 

เรื่องเล่าในวงสนทนาปิดท้ายด้วยตำนานของป่าที่เคยเป็นป้อมทหารมาก่อน  แถมกุฏิที่พักอยู่ในปัจจุบันก็อยู่บนเนินที่เป็นป้อมดังกล่าวเสียด้วย  ว่ากันว่ามีทหารอังกฤษเสียชีวิตในบริเวณนั้นไม่น้อยเลย  เพราะการรบในสมัยก่อนเป็นการใช้ดาบที่ต้องต่อสู้ในระยะประชั้นชิด  วันดีคืนดีอาจมีคนได้ยินเสียงฝีเท้าม้าย่ำไปมาพร้อมกับนักรบในชุดเกราะ

 

นึกสงสัยอยู่ว่าถ้าแผ่เมตตาเป็นภาษาบาลี  ผีฝรั่งจะฟังรู้เรื่องหรือเปล่า  ดีไม่ดีจะเข้าใจไปว่าเป็นหมอผีมาปราบเสียก็ไม่รู้ 

ระหว่างเดินกลับกุฏิคืนนี้ ถ้าเจออะไรแปลก ๆ ก็ต่างคนต่างโกยก็แล้วกัน

10 Responses to “เป็นมิตรกับความกลัว”

  1. worrawit said

    สงสัยครูบา คงจะได้รับข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องหนัง”โกยเถอะโยม” ที่มีข่าวกันเมื่อประมาณ 2-3 สัปดาห์ที่แล้วหรือเปล่าครับ.. : )

  2. soilmatter said

    นมัสการครับ
    โอโห อินเทรนต์มากครับ
    เรื่องผีๆหรือไสยเนี่ย ผมรู้สึกว่าหลังๆมาวิทยาศาสตร์เขาก็พยายามจะไปพิสูจน์ให้ได้
    แต่ก็ยังไม่เคยได้อ่านผลวิจัยสักที สำหรับตัวผมเอง มีคนที่ผมเชื่อถือคนหนึ่งได้เจอเรื่องคนเจ้าคนทรง ซึ่งเขาคนนี้เป็นคนไม่เชื่อเรื่องพวกนี้มากๆ แต่พอไปหาแล้วออกมาว่าทุกอย่างที่เขา(คนทรง)กระทำเมียนคนที่ไปแล้วแดะ เขาจึงยอมรับว่าของพวกนี้อาจมีอยู่จิง ซึงทำให้ผมนั้นเปิดกว้างในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นด้วย

  3. phrajew said

    Oh! I just make it fun, khun soilmatter.

    Anyway, What’s the trend now?

    Wit! The movie that you mentioned sounds fun, doesn’t it? ; )

  4. worrawit said

    ครับครูบา..เป็นหนังตลกครับ ตอนแรกทางศูนย์อะไรสักอย่าง เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทางศาสนาพุทธ ออกมาประกาศว่าต้องการให้แบนหนังเรื่องนี้ เนื่องจากมีพระสงฆ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กลัวว่าจะไม่เหมาะสม ผมเองก็ไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เหมือนกันครับ..กราบนมัสการครับ

  5. soilmatter said

    ผมไม่ได้ดูครับ แต่ได้ยินว่าดูไม่ค่อยสำรวมเท่าหลวงพี่เท่ง

  6. Josh Grant said

    Hi, that’s my picture. Do you usually leach images without asking or giving any credit at all?

  7. soilmatter said

    Hi, Josh Grant.The blogger of this blog is a monk.It’s possible that he may not know he should give credit to the picture.

    I am a fan of this blog. And, I know that he will not reply to you because he have been stop blogging since June, 2007 because he want to fully practice his meditation.The temple that he currently stay located in forest of Chiang Rai province that quite far away from Bangkok and other big cities.

    So, I am really apologize.And, to make something better,I will make the link to the picture.
    The above picture is from the following link: http://www.jodag.net/Photography/2004/pics/020404/CRW_2064.jpg

  8. Josh Grant said

    Hi, Soilmatter thank you for the information.

    Is there any way you could translate what was written, or why that picture was used. I’m curious.

    Thank you again for your information.

  9. phrajew said

    Hello Josh Grant, I am very sorry for not giving a credit to your picture. I just thought that it is allowable to use in non-comercial blog. The aritle was about the fear of darkness and ghost in Thai mentality. I expressed my view on how can we make friend with such fear.

    The thing is that I rarely come to this site in the past year. So please forgive me for being late to reply.

    Khun Soilmatter, thank you so much for helping to explain and give the credit of the picture for me. I will definitely do it in the future.

  10. Josh Grant said

    Hi Phrajew. Not a problem, thank you for the information and good luck to you.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: