The Countryside of Chithurst

Reflections of Buddhist monastic life in England

เก็บฟืนมาก่อไฟ

Posted by phrajew บน กันยายน 6, 2006

 

ทุก ๆ หกสัปดาห์ ที่วัดจิตวิเวกจะมีการหมุนเวียนที่พักสำหรับผู้ชายกันเป็นประจำ  ทั้งนี้เพื่อสมาชิกทั้งหมดได้มีโอกาสอยู่กุฏิในป่าซึ่งดูจะเป็นที่หมายปองของทุกคน  แต่ด้วยความที่มีกุฏิเพียงไม่กี่หลังและไม่สามารถขออนุญาตสร้างเพิ่มได้อีกแล้ว  สมาชิกจำนวนหนึ่งจึงต้องพักอยู่ในบ้านหลังใหญ่ซึ่งไม่ใคร่จะรู้สึกเป็นส่วนตัวมากนัก

 

นอกจากนั้นแล้ว การเปลี่ยนที่พักบ่อย ๆ ยังทำให้ละการสะสมสิ่งของต่าง ๆ ไปด้วยในตัว  เพราะหากมีข้าวของมาก ก็ต้องใช้เวลาในการขนย้ายมาก  อย่างกรณีของตัวเองในการย้ายที่พักสองสามครั้งที่ผ่านมา  ต้องหอบหนังสือตั้งใหญ่ไปคืนห้องสมุดแทบทุกครั้ง  ทั้งๆ ที่เวลาอ่านก็หยิบมาทีละเล่ม แต่ไฉนกลายเป็นกองใหญ่ไปได้ก็ไม่ทราบ เวลาจะย้ายที่พักก็ต้องมานั่งสะสางว่าเล่มไหนที่ยังไม่คิดจะอ่านในเร็ว ๆ นี้  ก็ต้องยอมตัดใจเอาไปคืน

 

สำหรับกุฏิที่พักอยู่ปัจจุบันมีชื่อเรียกกันกุฏิริมสวน (orchard kuti) เพราะถัดออกไปไม่ไกล เป็นสวนเก่าแก่ที่มีต้นแอ๊ปเปิล ต้นพลัมและต้นแพร์ขึ้นอยู่ราว ๆ สิบกว่าต้น  กุฏิหลังนี้อยู่อีกฟากหนึ่งของกำแพงระเบียงคตและเป็นเขตที่สงวนไว้เฉพาะสงฆ์ ทำให้ค่อนข้างเงียบกว่าภายในบ้านหลังใหญ่  พระหลายรูปดูจะชอบกุฏิหลังนี้เป็นพิเศษ 

เนื่องจากที่ตั้งอันห่างไกล ทำให้ระบบทำความร้อนมาไม่ถึง  ภายในกุฏิหลังนี้จึงติดตั้งเตาไฟแบบโบราณซึ่งให้ความร้อนจากฟืนที่จุดไว้ภายใน  ด้วยความที่บ้านในอังกฤษใช้ระบบทำความร้อนด้วยไฟฟ้าหรือน้ำมันกันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้คนอังกฤษจำนวนมากอาจจะไม่เคยใช้เตาแบบนี้เลย  พระเยอรมันรูปหนึ่งที่มาจากดินแดนที่หนาวพอ ๆ กันบอกว่าเพิ่งเคยเห็นเตาแบบนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต

 

ท่ามกลางวิกฤตการณ์น้ำมัน เสียงเรียกร้องให้หันไปใช้พลังงานชนิดอื่น ทำให้ที่วัดพลอยทันสมัยไปกับเขาด้วย เพราะใช้ฟืนจากป่ากันมาแต่ไหนแต่ไร  ช่วงที่ผ่านมา พระและผ้าขาวจำนวนหนึ่งก็ต้องไปผ่าฟืนเก็บไว้สำหรับฤดูหนาวเป็นประจำเกือบทุกสัปดาห์  ฟืนท่อนใหญ่ขนาดต้องใช้คนหามวางเรียงเอาไว้ในโรงเก็บฟืนเต็มไปหมด 

ตามปกติแล้ว พระวินัยห้ามพระภิกษุก่อไฟด้วยตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อไฟผิง เว้นไว้แต่เกิดกรณีล้มป่วยขึ้นมาเท่านั้น  แต่ในครั้งพุทธกาล คงไม่มีใครนึกว่าพุทธศาสนาจะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงดินแดนตะวันตกอันหนาวเหน็บ  หากไม่ก่อไฟผิง พระที่นี่ก็อาจจะล้มป่วยลงได้  จึงเป็นอันว่าต้องปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมไปโดยปริยาย 

ด้วยความที่เป็นสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต แม้ไม่บอกก็คงจะเดาได้ว่า ความสุขอย่างหนึ่งในช่วงนี้คือการหัดจุดไฟในกุฏิ    เหตุที่ใช้คำว่าหัดเพราะเตาที่ว่านี้ต้องใช้ศิลปะในการจุดกันเล็กน้อย  เพราะเป็นเตาที่มีฝาปิด แต่มีช่องเล็ก ๆให้อากาศเข้าไปได้มากน้อยตามแต่จะต้องการ  ถ้าจุดได้ดีแล้ว ฟืนท่อนใหญ่สามารถให้ความร้อนได้ตลอดทั้งคืน  แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าจุดไม่เป็นก็อยู่ได้ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น 

 

ที่ผ่านมายังไม่เคยจุดได้ถึงขั้นที่เรียกว่าอุ่นสบาย  ต้องเดินออกไปสัมผัสอากาศเย็นเฉียบข้างนอก ถึงจะรู้สึกได้ว่าข้างในห้องอุ่นกว่ากันเยอะ  แต่เสียงไฟที่แตกประทุดังเปรี๊ยะประในเตาทำให้รู้สึกราวกับกำลังนั่งอยู่รอบกองไฟในสมัยที่ยังเด็ก  แม้จะไม่อุ่นเท่าที่คาดไว้แต่ก็ย่อมดีกว่าไม่มีอะไรเอาเสียเลย 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: