The Countryside of Chithurst

Reflections of Buddhist monastic life in England

เรื่องกินเรื่องใหญ่…เสียที่ไหน

Posted by phrajew บน ธันวาคม 17, 2006

แม้ว่าพระส่วนใหญ่จะไม่นิยมพูดเรื่องอาหารในที่สาธารณะ  แต่ไม่ได้หมายว่าเรื่องนี้จะไม่สำคัญ หรือไม่มีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาเสียเลย  ในทางตรงกันข้าม เรื่องนี้บ่งชี้ถึงการอยู่การไปของพระเณรในแต่ละที่ได้ทีเดียว 

หลวงพ่อชาเคยเล่าให้พระเณรฟังว่า มีหลวงตารูปหนึ่งไปธุดงค์แถบหมู่บ้านชาวเขา  ญาติโยมเกิดศรัทธาจึงอยากนิมนต์ให้อยู่นาน ๆ  แต่ก็เกรงว่าหลวงตาจะไม่สะดวกเรื่องอาหาร เพราะทั้งหมู่บ้านมีฟักทองเป็นอาหารหลักอยู่อย่างเดียว  หลวงตาก็รีบบอกว่าไม่มีปัญหา เพราะฟักทองเป็นของโปรดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ชาวบ้านดีใจกันใหญ่ พากันทำอาหารมาถวายหลวงตาทุกวัน ของคาวก็เป็นฟักทองนานาชนิด มีทั้งแกงส้ม แกงป่า แกงจืด ผัดฟักทอง มีทั้งต้มทั้งนึ่ง แถมของหวานก็ยังเป็นฟักทองแกงบวด และฟักทองนึ่งจิ้มน้ำตาลอีกด้วย  ปรากฏว่าหลวงตาอยู่ได้ไม่ถึงสามวันก็มีอันต้องอำลา ฟักทองของโปรดไปธุดงค์ต่อที่อื่น

ในครั้งพุทธกาลก็มีเรื่องอุบาสิกาคนหนึ่งที่ปฏิบัติธรรมก้าวหน้า จนกระทั่งสามารถอ่านจิตใจพระเณรที่กำลังปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดได้  วันไหนพระเณรนึกอยากฉันอะไร  อุบาสิกาคนนี้ก็จะทำมาถวายให้ถูกใจ จนเป็นที่ผิดสังเกต  ครั้นได้รู้ความจริง  พระเณรต่างพากันละอาย และเร่งความเพียรในการภาวนาจนบรรลุธรรมกันหมดทั้งวัด 

เรื่องที่เล่านี้จะจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ได้  แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า เรื่องพระเณรอภิปรายกันเกี่ยวกับอาหารในยามท้องว่างเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว  ยิ่งเวลาฉันน้ำปานะยามบ่าย ดูจะเป็นหัวข้อที่มีผู้ร่วมสนทนามากเป็นพิเศษ

ตอนที่จะออกเดินทางมาอังกฤษ  มีคนบอกล่วงหน้าว่าอาหารที่วัดนั้นส่วนใหญ่เป็นมังสวิรัติ แต่ก็ไม่รู้สึกอะไรมาก เพราะคุ้นเคยกับอาหารมังสวิรัติแบบไทย ๆ เป็นอย่างดี  คนไทยนั้นต่อให้เป็นมังสวิรัติก็ยังสรรหาวิธีปรุงให้อร่อยจนได้  เผลอ ๆ คนจะติดใจในรสมากกว่าอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์เสียด้วยซ้ำ 

ครั้นมาถึงเข้าจริง ๆ ก็พบว่าอาหารของที่วัดเป็นธรรมชาติกว่าที่คิดเอาไว้เยอะ   ประเภทที่ว่าผักก็คือผัก อย่างดีก็ต้มหรือนึ่งให้สุกเท่านั้น ไม่ได้ปรุงรสให้เป็นไปอย่างอื่น  แถมในแต่ละวัน คนทำอาหารก็เป็นผู้ที่มาพักปฏิบัติธรรมในวัดนี่เองที่ผลัดกันเข้าครัว  ต่างคนจึงต่างทำอาหารกันไปตามใจสมัคร และน้อยคนนักที่จะเคยฝึกทำอาหารสำหรับคนจำนวนมากมาก่อน  ลองนึกดูเองก็แล้วกันว่าผลที่ได้จะเป็นเช่นใด

ว่ากันแต่เฉพาะข้าวซึ่งจำเป็นต้องหุงทุกวัน ทั้งนี้ไม่ใช่ด้วยเหตุที่ต้องการเอาใจพระไทยซึ่งมีอยู่รูปเดียวแต่ประการใด หากเป็นเพราะที่วัดมีข้าวสารมากจนไม่รู้จะทำอย่างไรต่างหาก  และแม้จะมีหม้อหุงข้าวไฟฟ้า  ใช่ว่าฝรั่งจะหุงข้าวเป็นกันทุกคนเสียเมื่อไหร่  เรื่องข้าวแฉะจนดูคล้ายข้าวต้ม หรือข้าวไม่สุกจึงมีให้เห็นอยู่เนือง ๆ  ยังไม่เคยควานไปถึงก้นหม้อสักทีว่ามีไหม้บ้างหรือเปล่า แต่ออกจะเชื่อว่าคงมี  ขอย้ำอีกทีว่าทั้งหมดนี้เป็นผลงานของหม้อหุงข้าวไฟฟ้าที่ต้องทำแค่ซาวข้าวลงไป เติมน้ำ ปิดฝาแล้วกดปุ่มเท่านั้น (หรือจะมีขั้นตอนยุ่งยากกว่านี้ก็ไม่ทราบได้) 

มีอยู่วันหนึ่งที่ตักข้าวลงในบาตรตามปกติ (บังเอิญว่าวันนี้ข้าวสุกดีเสียด้วย)  แล้วถัดจากนั้นไม่กี่วินาทีก็ได้พบว่า สิ่งที่สามารถใส่ลงไปรวมกันได้นั้นมีเพียงผักสดและถั่วลิลงคั่วเท่านั้น  ไม่มีเครื่องปรุงรสอื่นใด นอกจากน้ำมันมะกอกและซอสมะเขือเทศ 

ก่อนหน้านี้ เคยนึกขันพระที่ชอบชะโงกหน้าดูอาหารบนโต๊ะก่อนจะตักข้าวอยู่หลายวัน  เพราะตามธรรมเนียมไทย ๆ นั้น ไม่เคยเห็นพระรูปใดต้องทำอย่างนั้นเลย  ที่แท้ท่านมีประสบการณ์รู้แจ้งเห็นจริงอย่างนี้นี่เอง

และต่อให้ต้องฉันข้าวเปล่า ๆ กับผักและถั่วกรอบ ๆ ในบางวัน  อย่างน้อยก็อยู่ได้เกินสามเดือนแล้วนะเออ

ป.ล. เรื่องที่เล่าในวันนี้ไม่พึงทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับอาหารของที่วัดว่าอัตคัดขาดแคลนแต่ประการใด  เพราะมีเสียง (กัดฟัน ) ยืนยันว่า คนที่นี่ชอบอาหารอย่างนี้กันจริง ๆ  ถึงจะมีสเต๊คมาแลกก็ไม่ยอม!!!!!

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: