The Countryside of Chithurst

Reflections of Buddhist monastic life in England

รูปรอยแห่งความทรงจำ

Posted by phrajew บน มีนาคม 30, 2007

 

ชีวิตในวัดนั้นมีแต่อดีตและปัจจุบัน มองไม่เห็นอนาคต (ประโยคหลังนี้มีความหมายทั้งโดยตรงและโดยอ้อม) เพราะไม่มีความเปลี่ยนแปลงทางฐานะความเป็นอยู่หรือรายได้อย่างชัดเจนแบบคนนอกวัด  พูดอย่างนี้อาจมีคนแย้งได้ว่า พระก็มีระบบสมณศักดิ์และมีการเลื่อนตำแหน่งฐานะเหมือนกัน  แต่เรื่องที่ว่านี้ดูจะพ้นจากความสนใจของวัดป่า เพราะแม้แต่ครูบาอาจารย์ที่มีลำดับอาวุโสสูงก็ไม่ได้มีความเป็นอยู่ที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ มากนัก 

 

เท่าที่สังเกตจากพระที่ได้รู้จักกัน มีน้อยรายนักที่คิดอยากจะเลื่อนฐานะเป็นครูบาอาจารย์เพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น ในทางตรงข้ามกลับมีแต่คนคิดที่จะเลี่ยงภาระดังกล่าว  ยิ่งการเป็นเจ้าอาวาสด้วยแล้ว หาคนที่อยากเป็นได้น้อยเต็มที  เพราะโดยหน้าที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากและมีเรื่องน่าวุ่นวายให้ต้องตัดสินใจ  หากไม่มีคุณธรรมภายในเป็นเครื่องรองรับฐานะที่ว่านี้ เห็นแต่จะมีความทุกข์มากกว่าความสุขเป็นแน่ 

ด้วยเหตุนี้  อนาคตจึงเป็นเรื่องที่คนในวัดไม่ค่อยวาดหวัง  จะเป็นไปอย่างไรก็สุดแล้วแต่เหตุปัจจัยจะพาไป  ที่คิดเช่นนี้หาใช่ยอมจำนนต่อชีวิตแต่ประการใดไม่ แต่เป็นผลจากบทเรียนเรื่องความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นกันบ่อยครั้ง  หากไม่สามารถพัฒนาท่าทีเช่นนี้ให้เกิดขึ้น ย่อมหาความสุขจากชีวิตภายในวัดได้ยาก

 

นอกจากนี้แล้ว คนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการปฏิบัติธรรม สิ่งที่มองเห็นมากที่สุดคือ เรื่องที่เกิดขึ้นภายในใจของตัวเองซึ่งเป็นผลตกค้างมาจากประสบการณ์ในชีวิตทั้งหมด  จึงไม่น่าแปลกใจถ้าจะได้พบว่า นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายมักจะพูดถึงเรื่องในอดีตที่ผุดขึ้นมาในความนึกคิดมากกว่าอย่างอื่น

 

สมัยที่บวชใหม่นั้น  บ่อยครั้งที่นึกย้อนอดีตไปได้ถึงช่วงเรียนอนุบาลหรือชั้นประถม  ทำให้เห็นร่องรอยทางความคิดได้ว่า เหตุใดเราจึงกลายเป็นบุคคลที่มีอุปนิสัยหรือความนึกคิดดังเช่นปัจจุบัน 

 

ในฐานะที่เป็นปุถุชน ความทรงจำที่ปรากฏย่อมมีทั้งทั้งด้านบวกด้านลบและด้านที่เป็นกลาง ๆ ไม่ต่างอะไรกับการเปิดดูห้องเก็บของที่เราสุมเอาสิ่งต่าง ๆ ไว้ภายใน เราไม่อาจจะเลือกให้เจอเฉพาะแต่สิ่งดี ๆ ที่ต้องการได้เท่านั้น  อย่างไรก็ตาม สังเกตได้ว่าความทรงจำใดที่มีความหมายต่อชีวิตมักจะเวียนมาให้เห็นได้บ่อย  หรือบางเรื่องที่คิดว่าลืมไปหมดแล้ว แต่แท้ที่จริงยังคงตกค้างอยู่ภายใน  รอให้เปิดเข้าไปพบไม่วันใดก็วันหนึ่ง 

บทบาทส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ว่านี้คือ ช่วยให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น  เพราะโดยปกติแล้วคนเรามักจะมีคำถามต่าง ๆ ที่ฝังอยู่ในใจตั้งแต่เด็ก  เป็นเรื่องราวที่เราอยากรู้แต่ไม่เคยได้มีโอกาสหาคำตอบ  เมื่อมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้นและไม่จมอยู่กับปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินไป  คำถามสำคัญเหล่านั้นก็จะย้อนกลับคืนมา ทำให้มองเห็นเป้าหมายของชีวิตอย่างชัดเจนขึ้น

 

เป็นต้นว่า ในสมัยเด็กมักจะถามตัวเองว่าโลกนี้สิ้นสุดลงตรงไหน  และเราจะเป็นอย่างไรในอนาคต  ชีวิตมีเท่าที่เห็นนี้จริงหรือเปล่า  แล้วสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ใช่สิ่งที่ต้องการในชีวิตนี้หรือไม่  คำถามทำนองนี้มักจะเป็นแรงผลักดันอยู่ลึก ๆ ภายในใจ  ทำให้ไม่อาจเป็นสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่นัก และรู้สึกเหมือนมีอะไรพร่องอยู่ตลอดเวลา  ความรู้สึกพร่องที่ว่านี้คือการขาดความเข้าใจต่อคำถามข้างต้นนั่นเอง 

นอกจากนี้แล้ว ยังมีบทบาทของความทรงจำอีกด้านหนึ่งในแง่ที่เป็นการชำระล้างด้วย  ดังเวลาที่เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต เรามักจะไม่มีเวลาทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้  หากเป็นเสมือนรอยแผลก็เป็นการปล่อยปละละเลยให้เยียวยาตัวเอง โดยไม่ได้วิเคราะห์ตรวจสอบหาต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา หรือแม้กระทั่งดูแลรักษาอย่างถูกต้อง  ในใจของคนเราจึงเหมือนจะมีแผลกลัดหนองอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวใหญ่เล็กเพียงใดก็ตาม

 

ลักษณะการชำระล้างจิตใจด้วยการภาวนาหรือการปฏิบัติธรรมนี้ มีข้อที่น่าสนใจอยู่ว่า เวลาที่ความทรงจำเช่นนี้ผุดขึ้นมาในความสงบ  เราแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่ดูเฉย ๆ ความเข้าใจก็ปรากฏขึ้นเอง และหลังจากนั้นสิ่งที่เคยเป็นปัญหาก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป  ความทรงจำที่ว่านี้ก็จะไม่กลับมารบกวนจิตใจอีกเลย

 

เวลาที่เห็นอะไรทำนองนี้มักจะอดพิศวงไม่ได้ว่า ทำไมถึงง่ายอย่างนี้  ไม่เห็นต้องลงทุนลงแรงทำอะไรมากเลย  แค่ทำใจให้สงบเท่านั้นเอง (หลายคนอาจแย้งว่า ตรงนี้แหละที่ต้องลงทุนไปไม่น้อย) บางทีแทบจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติด้วยซ้ำไป  ไม่มีทั้งผู้ดู ผู้ทำ มีแต่ปรากฏการณ์ล้วน ๆ ที่เกิดขึ้นในใจแล้วก็ดับหายไป 

หากรู้จักวิธีพิจารณาเช่นนี้แล้ว เวลานั่งสมาธิไม่สงบก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่  เพราะยังมีอะไรอีกหลายอย่างให้เรียนรู้ได้เสมอ  แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่านแต่ประการใด  เพราะการจะมองอะไรให้เข้าใจอย่างถ่องแท้นั้นต้องอาศัยใจที่เป็นสุขและมีความสงบเป็นพื้นฐานสำคัญ  เพียงแต่ว่าจะต้องรู้จักหาสมดุลระหว่างความคิดกับความสงบให้พอเหมาะเท่านั้นเอง

 

ครั้งต่อไปที่เรื่องราวในอดีตแวะเวียนเข้ามาในใจ  ลองมองให้เห็นว่าเราจะเรียนรู้อะไรจากความทรงจำนั้นได้บ้าง  อย่าลืมว่าถ้าเรียนรู้ได้อย่างแท้จริงแล้ว ความทรงจำนั้นย่อมไม่อาจสร้างปัญหาให้กับจิตใจอีกต่อไป

 

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: